
'ผมเสียใจที่ทุบรูปปั้นซัดดัม ฮุสเซน'
'ผมเสียใจที่ทุบรูปปั้นซัดดัม ฮุสเซน' : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย... อุไรวรรณ นอร์มา / ที่มาข้อมูล...การ์เดียน อัลอาราบิยา
เที่ยงๆ ของวันที่ 9 เมษายน 2546 คาดอม อัล จาบูรี เจ้าของร้านขายอะไหล่รถจักรยานยนต์ในกรุงแบกแดด กำลังทำงานอยู่ภายในร้านตามปกติ แต่พอได้ยินว่า มีทหารอเมริกันเข้ามาถึงชานเมืองแล้ว จาบูรีหยิบค้อนมุ่งหน้าไปยังจัตุรัสฟาร์ดอสทันที ในใจคิดถึงแต่การโค่นรูปปั้นซัดดัม ฮุสเซน
"ตอนนั้นมีตำรวจลับและพวกเฟดายีน (กองกำลังอารักขาซัดดัม) อยู่แถวจัตุรัส คนพวกนั้นจ้องมองว่า ผมกำลังจะทำอะไร แต่เพื่อนๆ ที่อยู่รายรอบคอยเฝ้าระวังให้ ผมเริ่มทุบรูปปั้น ทหารอเมริกันมาถึงหลังจากนั้น 45 นาที ผู้บัญชาการทหารคนหนึ่งถามว่า ต้องการให้ช่วยอะไรมั้ย ผมเป็นคนแรกที่ลงมือ คนเพิ่มเป็นหลักสิบหลักร้อย และเป็นพันๆ นั่นคือการล้างแค้นกับสิ่งที่ระบอบซัดดัมทำกับผม กับเวลาที่ผมต้องติดคุก" จาบูรี เล่าเหตุการณ์ที่ไม่เคยลืม
วันรุ่งขึ้น คาดอม อัล จาบูรี ปรากฏบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทั่วโลก และจากชาวอิรักธรรมดาๆ กลายเป็นคนที่มีชื่อในบันทึกประวัติศาสตร์ ในฐานะมือค้อนคนแรกที่พยายามทุบทำลายรูปปั้นซัดดัม ณ จัตุรัสฟาร์โดส ในกรุงแบกแดด เหตุการณ์ที่สถานีโทรทัศน์สหรัฐแทบทุกแห่งพร้อมใจกันถ่ายทอดนานหลายชั่วโมงกระทั่งพังลงมา (ด้วยความช่วยเหลือของรถถังสหรัฐ)
แต่ 10 ปีผ่านไป มือค้อนผู้นั้น บอกว่า "ผมอยากให้เป็นแค่ฝัน"
จาบูรี ปัจจุบันอายุ 52 ปี ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ออบเซิร์ฟเวอร์ในอังกฤษ เมื่อไม่นานมานี้ว่า เสียใจที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับบ่ายวันนั้น ที่กลายเป็นสัญลักษณ์การล่มสลายของระบอบซัดดัม "ผมเกลียดซัดดัม ผมฝันนานหลายปีว่า จะโค่นรูปปั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น น่าผิดหวังและขมขื่น สมัยนั้นเรามีเผด็จการแค่คนเดียว เดี๋ยวนี้ มีเป็นร้อยๆ ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย"
จาบูรี สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศ ที่ยังจมปลักกับปัญหาการเมือง การคอร์รัปชั่นและการฆ่าฟันที่เกิดขึ้นแทบรายวัน
อันที่จริง เกิดอะไรขึ้นในวันนั้น ยังเป็นรายงานที่สับสน
ลอสแองเจลิสไทม์ส รายงานเมื่อปี 2547 ว่า การโค่นรูปปั้นซัดดัม เป็นการจัดฉาก แต่จาบูรีบอกว่าไม่จริง
สองปีหลังจากนั้น ทหารอเมริกันที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมทั้งทหารที่อยู่ในรถถังเอ็ม88 ที่ขับกระแทกรูปปั้นจนล้มโค่น เปิดเผยต่อหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์กเกอร์ ว่า ค้อนอันนั้นเป็นของพวกเขาเอง โดย จ.ส.อ.ลีออน แลมเบิร์ต ยื่นค้อนให้ชายอิรักแถวจัตุรัสฟีร์ดอส และจาบูรีขอลงมือเป็นคนแรก จากนั้นค้อนอันเดียวกันก็ถูกส่งต่อๆ กันไปเพื่อผลัดกันทุบ
อย่างไรก็ดี จาบูรี ยังได้รับการจดจำว่า เป็นหน้าแห่งประวัติศาสตร์ฉากนั้นอยู่ดี
จาบูรี เป็นอดีตนักยกน้ำหนักที่เคยติดคุก 11 ปี ในเรือนจำอาบูกราอิบชื่อกระฉ่อนในยุคซัดดัม ก่อนได้รับการปล่อยตัวในปี 2539
พละกำลังขนาดนั้นก็ยังทำได้เพียงกะเทาะคอนกรีตจากรูปปั้นออกได้บางส่วน เมื่อทหารอเมริกันในรถถัง เอ็ม 88 โยนเชือกให้ ฝูงชนก็ยังโค่นไม่ลง จนที่สุดก็ต้องอาศัยพลังจากรถถังนั่นเอง
เมื่อถามว่า เหตุใดถึงเข้าคุกในสมัยซัดดัม จาบูรีตอบแค่ว่า ความผิดของเขาเป็นเรื่องกึ่งการเมือง เพราะตนเคยร้องเรียนเรื่องที่นายอูเดย์ บุตรชายคนโตซัดดัม เบี้ยวค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ แม้รู้สึกเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น แต่วันที่รูปปั้นล้มครืนลงมายังติดในความทรงจำ
"สมัยซัดดัม มีความปลอดภัย ทุจริตก็มี แต่ก็ไม่ใช่แบบนี้ ชีวิตพวกเรายังได้รับการปกป้องคุ้มครองบ้าง ไฟฟ้า-แก๊สยังพอซื้อได้มากกว่านี้ สองปีหลังจากนั้น ผมมองไม่เห็นความคืบหน้า มีแต่การฆ่าฟัน จี้ปล้น และความรุนแรงระหว่างคนต่างนิกาย" จาบูรีกล่าว และโทษว่า นักการเมืองอิรักและชาวอเมริกันเป็นต้นเหตุ "อเมริกันเริ่มไว้ จากนั้นนักการเมืองอิรักก็มาสานทำลายประเทศต่อ ไม่มีอะไรเปลี่ยน แถมทุกอย่างยังดูเหมือนมีแต่แย่ลง พวกเขาไม่มีอนาคตแน่ ตราบใดที่พรรคการเมืองพวกนี้ยังอยู่ในอำนาจ"
รายงานวิเคราะห์เจาะลึกโดยปีเตอร์ มาสส์ จากเดอะนิวยอร์กเกอร์ สองปีหลังจากนั้น สรุปว่า รูปปั้นซัดดัมที่ล้มครืนลงมา ทำให้เกิดภาพว่า สงครามชนะแล้ว และเบนความสนใจไปจากอิรัก ทั้งที่ ณ เวลานั้น อิรักยิ่งต้องการความใส่ใจมากขึ้นอีก ตัวเลขกับความเป็นจริงในอิรัก
สงครามรุกรานอิรักที่อุบัติขึ้นโดยมิได้รับอาณัติจากสหประชาชาติ เมื่อ 20 มีนาคม 2546 ถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดการเมืองอย่างมหันต์ที่สุดในรอบหลายสิบปีของมหาอำนาจอเมริกาและบรรดาพันธมิตร โดยที่ 10 ปีผ่านไป อิรักยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็น "แสงเสรีภาพเรืองรองและประชาธิปไตยแห่งภูมิภาค" ดังที่ นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐ ขณะนั้นพูดไว้สวยหรู
สงครามที่มีเป้าหมายเพื่อโค่นระบอบซัดดัม ฮุสเซน (ที่ต่อมาถูกจับตัวได้และประหารชีวิต) บนข้ออ้างว่า ผู้นำเผด็จการท่านนี้ครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง หรือดับเบิลยูเอ็มดี แต่ต่อมากลายเป็นเรื่องแหกตาชาวโลก เพราะไม่เคยมี กระนั้น ทั้งนายดับเบิลยู
บุชแห่งสหรัฐ และนายโทนี แบลร์แห่งอังกฤษ สองผู้นำคู่หูในสงครามอื้อฉาว ยังคงพูดซ้ำๆ ว่า โลกปลอดภัยขึ้นเมื่อไม่มีซัดดัม ขณะที่ พล.อ.โคลิน เพาเวลล์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐขณะนั้น ยอมรับอย่างเจ็บปวดว่า เป็นมลทินในชีวิตการทำงานของเขา เพราะเป็นคนที่ขึ้นไปพูดบนเวทียูเอ็น ยกข้ออ้างเรื่องอาวุธทำลายล้างสูง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่สงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น
รายงานเรื่อง "ต้นทุนสงคราม" โดยมหาวิทยาลัยบราวน์ ในโร้ด ไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า มีผู้ที่ต้องสังเวยชีวิตไปกับสงครามอิรักสูงถึง 1.9 แสนคน โดยกว่าร้อยละ 70 ของผู้เสียชีวิตโดยตรงจากสงคราม เป็นพลเรือน หรือราว 1.34 แสนคน ขณะที่ฝ่ายสหรัฐ สูญเสียทหาร 4,488 นาย และผู้รับเหมาสหรัฐอย่างน้อย 3,400 คน
รัฐบาลสหรัฐมีรายจ่ายไม่ต่ำกวา 2.2 ล้านดอลลาร์ เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายในการดูแลเยียวยาทหารผ่านศึก ตัวเลขนี้เกินการคาดการณ์ในเบื้องต้นของรัฐบาลบุช ที่คาดว่าสงครามจะใช้งบราว 5-6 หมื่นล้านดอลลาร์
ส่วนที่อิรัก ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นับว่าน่าทึ่ง
ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2555 ขยายตัว 10.5% เป็นอัตราขยายตัวมากสุดในตะวันออกกลาง และอิรักยังตั้งเป้าจีดีพีขยายตัวเฉลี่ยปีละอย่างน้อย 9.4% ช่วงปี 2555-2559
รัฐมนตรีน้ำมันอิรักเผยเมื่อปีที่แล้วว่า อิรักผลิตน้ำมันได้วันละ 3.2 ล้านบาร์เรล และคาดว่าปริมาณการผลิตจะเพิ่มถึงวันละ 8-8.5 ล้านบาร์เรล ภายในปี 2560
รายงานของเมอร์ริล ลินช์ ในสหรัฐ เมื่อปีที่แล้ว ระบุว่า อิรักจะเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวเร็วที่สุดของโลกช่วงปี 2555-2556 หลังจากนั้น คาดว่าจะมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 9% ช่วงปี 2556-2560 ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมัน
กว่า 10 ปีที่ผ่านมา อิรักประสบความสำเร็จในการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานหลังสงคราม แต่ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจที่โตวันโตคืน ปัญหาความยากจน คอร์รัปชั่นและการกระจายรายได้ กลับทวีความรุนแรง หนำซ้ำทำให้คนจำนวนมากจนลงไปอีก เนื่องจากคนไม่กี่กลุ่มครอบครองทรัพยากรและความร่ำรวย ท่ามกลางความแตกแยกทางนิยาย จึงเป็นสาเหตุของความยากจนสุดๆ ในบางพื้นที่ และร่ำรวยล้นฟ้าในบางพื้นที่ แม้ว่าอยู่ในเมืองเดียวกันก็ตาม
ซาลามา อัล เดราวี นักวิเคราะห์และนักเขียนในอิรัก กล่าวว่า สิบปีมานี้ บริษัทอเมริกันได้รับประโยชน์มากที่สุดในช่วงการยึดครอง จากการได้สัญญาธุรกิจทั่วประเทศโดยมีระบบทุจริตสนับสนุน
รายงานอย่างเป็นทางการจากสหรัฐเมื่อไม่นานนี้พบว่า ราว 1 ใน 6 ของงบฟื้นฟูอิรัก 6 หมื่นล้าน ในช่วง 10 ปี ถูกถลุงไปแบบเปล่าประโยชน์และฉ้อฉล และส่วนใหญ่ของเงินก้อนนี้ ตกอยู่กับบริษัทอเมริกันเอง รายงานยกตัวอย่างผู้รับช่วงสัญญาซัพพลายเออร์บางราย คิดราคาเกินจริงหลายเท่าตัว ตัวอย่าง คิดค่าคอนโทรลสวิตช์ 900 ดอลลาร์ ขณะมูลค่าจริงแค่ 7.05 ดอลลาร์ และราคาท่อชนิดหนึ่งที่ควรราคาเพียง 1.41 ดอลลาร์ แต่คิดราคา 80 ดอลลาร์
โครงการฟื้นฟูส่วนมากในอิรักมีบริษัทสหรัฐเป็นผู้ดำเนินงาน รวมทั้งสัญญาที่มีมูลหลายพันล้าน ขณะที่บริษัทท้องถิ่นและต่างชาติถูกกีดกันหรือห้ามประมูล เมื่อดูตัวเลขทั้งหมดแล้วชัดเจนว่า บรรดาบริษัทอเมริกัน เช่น ฮัลลิเบอร์ตัน เบคเทล เอ็กซอนโมบิล และอื่นๆ คือกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุดในยุคฟื้นฟูหลังสงคราม
ที่ได้ประโยชน์รองลงมาคือ ชาวเคิร์ด
เดราวี กล่าวว่า เคิร์ดมีสถานการณ์เศรษฐกิจดีที่สุด และเมืองเอร์บิล เมืองหลวงของเขตปกครองเคอร์ดิสถาน กลายเป็นเมืองที่มีชื่อเสียง รุ่งเรือง และมีความสำคัญที่สุดเมืองหนึ่งในตะวันออกกลาง ชาวเคิร์ดได้สร้างความสัมพันธ์ธุรกิจกับบริษัทข้ามชาติโดยตรงตั้งแต่เนิ่นๆ และสามารถทำสัญญาธุรกิจมากมายอย่างเป็นอิสระ โดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐบาลแบกแดด รวมทั้งส่งออกน้ำมัน เสถียรภาพคือกุญแจความสำเร็จ ชาวเคิร์ดได้เปรียบในการสร้างเศรษฐกิจ ขณะที่พื้นที่อื่นๆ ของอิรักยังสาละวนกับความระส่ำระสายหลังการรุกรานอิรัก
เคอร์ดิสสถานมีน้ำมันสำรอง 45,000 ล้านบาร์เรล และยังเป็นที่ตั้งของบริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ในโลกอีกด้วย ในอนาคต เออร์บิลอาจเป็นหนึ่งในเมืองร่ำรวยที่สุดในภูมิภาค เพราะดึงดูดการลงทุนได้อย่างมหาศาล
สำหรับความยากจนในอิรัก มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 30 ของประชากรในภาพรวม แต่ในบางพื้นที่ตัวเลขอาจสูงร้อยละ 50
เป็นตัวเลขที่ไม่น่าเชื่อในประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก และมีปริมาณการผลิตน้ำมันวันละกว่า 3 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่ากว่า 300 ล้านดอลลาร์
--------------------
('ผมเสียใจที่ทุบรูปปั้นซัดดัม ฮุสเซน' : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย... อุไรวรรณ นอร์มา / ที่มาข้อมูล...การ์เดียน อัลอาราบิยา )



