
'มาร์ค'ห่วงกู้2.2ล้านล้านหนี้พุ่ง!
'อภิสิทธิ์' วอนทบทวนออก พรบ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้าน ห่วงหนี้สาธารณะพุ่ง เชื่อดัน 'นิรโทษฯ' เข้าสภาขัดแย้งแน่ เมิน กกต.กทม.มีข่าวใหญ่ 20 มี.ค.
15 มี.ค. 56 ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทบทวนกรณีที่จะออกร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ว่า จะทำให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะตามมา เพราะสมมติฐานหลายอย่างของรัฐบาลไม่น่าจะเป็นจริง เช่น กรณีโครงการจำนำข้าวที่ระบุว่าหลังปีหน้าเป็นต้นไปจะไม่มีภาระเพิ่มเติมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยกเว้นแต่จะยกเลิกโครงการ ไม่เช่นนั้นทุกปีจะต้องขาดทุนเนื่องจากซื้อข้าวแพงมาขายถูก ทั้งนี้ตนเห็นว่าหากหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นในขณะที่ยังวางใจเศรษฐกิจโลกไม่ได้ ถ้าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ ขณะที่สัดส่วนหนี้พุ่งสูงขึ้น คนสูญเสียความเชื่อมั่น สภาพที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้จึงไม่ควรประมาท
"ยืนยันว่าไม่มีใครคัดค้านการลงทุนขนาดใหญ่ แต่เรามั่นใจว่าสามารถทำได้โดยไม่ต้องกู้ แต่ทำในระบบงบประมาณที่มีความโปร่งใสได้มากกว่า จึงไม่เห็นด้วยที่จะไปกู้เงินจำนวนมหาศาลมาลงทุนในขณะที่สามารถลดโครงการประชานิยม การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย การทุจริต และนำระบบงบประมาณมาลงทุนตรงนี้"
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ในการพิจารณาของครม.สัปดาห์หน้าอยากให้มีการทบทวนการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท เพราะมีเสียงท้วงจากหลายฝ่ายไม่ใช่เฉพาะฝ่ายค้าน จึงอยากให้ย้อนกลับไปในช่วงต้นของรัฐบาลที่เคยมีการเตือนเรื่องจำนำข้าวรัฐบาลก็พยายามโต้แย้ง แต่หนึ่งปีกว่าผ่านไปคำเตือนเหล่านั้นเป็นจริงเกือบทั้งหมด จึงอยากให้เข้าใจว่าคำเตือนเป็นไปด้วยความหวังดี ไม่ใช่ต้องการสร้างปัญหาทางการเมืองล้มล้างรัฐบาล ขอให้รัฐบาลรับฟังและทบทวน แต่ถ้าครม.ผ่าน พ.ร.บ.ดังกล่าวในส่วนของพรรคก็ต้องดูเนื้อหาของกฎหมายว่าร่างสุดท้ายเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามในหลักการยังเห็นว่าการออกกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจำนวนมากไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนและสามารถที่จะใช้ระบบงบประมาณตามปกติได้ เพราะหลักของรัฐธรรมนูญกำหนดให้กระบวนการใช้จ่ายเงินภาครัฐควรสนับสนุนให้อยู่ในระบบงบประมาณที่ผู้แทนของปวงชนชาวไทยตรวจสอบได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่รัฐบาลอ้างว่าจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลมาลงทุนจะคุ้มค่ากับการที่ประชาชนต้องเป็นหนี้ยาวนานถึง 50 ปี หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากการบริหารเป็นไปแบบเงินกู้ 3.5 แสนล้าน หรือกรณีที่รัฐบาลมักขอเช็คเปล่า เช่น งบกลาง ก็ยากที่จะคุ้ม เพราะเราเห็นปัญหามาแล้วว่าทั้งประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการใช้เงินมีน้อยมาก
ส่วนกรณีที่รัฐบาลเตรียมที่จะจัดนิทรรศการโครงการมิยาซาว่าเพื่อโจมตีการบริหารของพรรคประชาธิปัตย์ในยุคชวน2 นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นความพยายามเอาเรื่องการเมืองมา ทั้งที่เรากำลังพูดถึงอนาคตของบ้านเมืองแต่ไม่มีปัญหา เพราะเรื่องในอดีตทุกคนก็พร้อมที่จะชี้แจงอยู่แล้ว
เชื่อดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสภา ขัดแย้งแน่นอน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ จะบรรจุร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เสนอโดย ส.ส.พรรคเพื่อไทย เข้าระเบียบวาระการประชุมในวันที่ 20 มี.ค.นี้ ว่า เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของประธานสภาฯ แต่สิ่งสำคัญอยากย้ำว่าเรื่องของกฎหมายนิรโทษกรรมไม่ใช่แค่ปัญหาความวุ่นวายในสภาฯ จะเกิดเท่านั้น แต่จะเป็นปัญหาความวุ่นวายในสังคม เพราะยังมีความขัดแย้ง ดังนั้นรัฐบาลโดยเฉพาะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลหรือ วิปรัฐบาลควรแสดงบทบาทที่ชัดเจนเพื่อลดความขัดแย้ง โดยการไม่ผลักดันกฎหมายดังกล่าว เพราะเสียงข้างมากในสภาฯ เป็นของรัฐบาล หากรัฐบาลมีความจริงใจไม่หยิบมาพิจารณา กฎหมายนี้ก็ผ่านได้ยาก ดังนั้นทางพรรคเพื่อไทยควรหารือกันว่าสถานการณ์นี้ยังไม่เหมาะสมที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าว เพราะมีปัญหาที่ต้องแก้อีกหลายเรื่องที่ควรเร่งทำ เช่น ปัญหาสินค้าราคาแพง ผลกระทบจากการรับจำนำข้าว ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากวิปรัฐบาลแล้ว นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาลควรจะต้องเป็นผู้นำในการยุติความขัดแย้งในบ้านเมืองที่อาจจะเกิดจากการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรม และขอให้นายกรัฐมนตรีอย่าฟังเสียงของคนที่หวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เพราะเชื่อว่าการพยายามผลักดันในเรื่องนี้เป็นไปตามแนวทางความต้องการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม หากมีพิจารณาเรื่องนี้ในพรรคจะมีการคัดค้านอย่างเต็มที่
เมินกกต.กทม. 20 มี.ค.มีข่าวใหญ่ เชื่อไม่เกี่ยวเลือกตั้งผู้ว่าฯ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.)กทม.ระบุว่าวันที่ 20 มี.ค.นี้จะมีข่าวใหญ่เรื่องผู้ว่าฯ กทม. ว่า ไม่ทราบเจตนาของ กกต.กทม. แต่ขณะนี้ถือว่าพ้นอำนาจหน้าที่ของกกต.กทม.แล้วที่พิจารณาในส่วนแรกของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งพิจารณาคำร้องก่อนการเลือกตั้ง และการออกมาระบุว่า วันที่ 20 มี.ค.จะมีข่าวใหญ่ ตนก็ไม่รู้ว่าข่าวอะไร แต่คงไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของใคร เพราะกกต.กทม.มีหน้าที่เพียงสรุปความเห็นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม อยากให้ระมัดระวังการแสดงความเห็น เพราะเกรงว่าจะเป็นการสร้างกระแส และเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา ก็มีกกต.กลางคนหนึ่งได้ออกมาเตือนแล้วว่า ไม่ควรจะพูดจาอะไรให้เกิดความสับสน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้ กกต.ซึ่งดูแลการเลือกตั้ง ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพราะการพูดอะไรก็ตามที่มีผลต่อการเบี่ยงเบนหรือกดดัน จะส่งผลกระทบได้ ดังนั้นอยากให้ กกต.กลางเดินหน้าทำหน้าที่ของตัวเอง อย่าได้หวั่นไหว และเมื่อวินิจฉัยออกมาอย่างไร ก็ควรอธิบายให้สังคมเข้าใจ และเห็นว่าไม่ควรมีการนำมวลชนออกมากดดันการทำงานของ กกต. โดยอยากให้ประชาชนดูตามข้อเท็จจริง ทั้งนี้ยังมั่นใจว่าพฤติกรรมของพรรคที่มีการร้องเรียนไม่ได้มีอะไรที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง
ชี้ 'ผู้นำจีนคนใหม่' เจองานที่ท้าทาย ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel กรณีการที่ นายสี จิ้นผิง ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของจีนอย่างเป็นทางการเมืองวันที่ 14 มี.ค.ว่า ที่ผ่านมานายสี จิ้นผิง ก็ได้เตรียมความพร้อมต่อการรับตำแหน่งนี้อยู่แล้ว ตั้งแต่ช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ก็ได้เดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ เพื่อเป็นการแนะนำตัวกลายๆ อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่างานของนายสี จิ้นผิง จะเป็นงานที่ท้าทายมาก เพราะตนเชื่อว่าในยุคจากนี้ไปการเติบโตของจีน ก็จะส่งผลหลายด้านทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะบทบาทด้านเศรษฐกิจ จะมีทั้งความคาดหวัง การจับตาอย่างใกล้ชิด ว่า บทบาทของจีนก็คงไม่ใช่เป็นเพียงแค่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็ว เป็นคู่ค้าหรือเป็นนักลงทุนสำคัญ แต่ว่ามันก็จะมีเรื่องของความมั่นคง เรื่องของการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาว่า ท่าทีของจีนเป็นอย่างไรด้วย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนในมิติจีนกับอาเซียนนั้นชัดเจนว่า จีนก็มองว่าประเทศไทยเหมือนกับเป็นญาติสนิท มิตรสหายกัน แล้วก็ผูกพันกันมานาน จึงต้องการที่จะสานต่อความสัมพันธ์ตรงนี้ อีกทั้งจีนก็มองว่าสภาพที่ตั้งของประเทศไทย สามารถเป็นประตูเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนได้



