
'โสมขาว'จับตา!ข่าวลอบฆ่า'คิม จองอึน'
สื่อเกาหลีใต้เผยมีความพยายามลอบสังหาร 'คิม จองอึน' เมื่อปีที่แล้ว
15 มี.ค. 56 หนังสือพิมพ์จุงอัง ในเกาหลีใต้รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เคยเผชิญกับความพยายามลอบสังหารระหว่างการแก่งแย่งอำนาจภายในสำนักงานสอดแนม ที่รับผิดชอบปฏิบัติการทหารต่อเกาหลีใต้ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นในย่านธุรกิจของกรุงเปียงยาง มิใช่ระหว่างที่นายคิมเดินทางออกนอกเมือง
จุงอังซึ่งรายงานเรื่องนี้โดยอ้างแหล่งข่าวผู้ทราบเรื่องเกาหลีเหนือเป็นอย่างดี ระบุว่าแหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผยว่าความพยายามลอบสังหารเกิดขึ้นเมื่อใด หรือใครอยู่เบื้องหลัง แต่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการปรับเลื่อนและลดยศของนายพลคิม ยอง ชอล ผู้อำนวยการสำนักงานสอดแนม เมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว
นายพลคิมถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในคนใกล้ชิดของนายคิมจองอึน เป็นผู้บัญชาการปฏิบัติการจมเรือรบชองนันของเกาหลีใต้เมื่อมีนาคม 2553 และการถล่มเกาะยังพยองเมื่อพฤศจิกายนในปีเดียวกัน ต่อมา ได้รับเลื่อนยศเป็นนายพลสี่ดาวในกุมภาพันธ์ 2555 ก่อนถูกลดลงมาเป็นนายพลสองดาวเมื่อพฤศจิกายน แต่นายพลคิมปรากฏตัวโดยติดสี่ดาวบนบ่าอีกครั้ง ขณะร่วมคณะติดตามนายคิมจองอึนไปชมการแสดงร้องเพลงประสานเสียงเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ และล่าสุด ปรากฏตัวทางโทรทัศน์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อประกาศว่ารัฐบาลเปียงยางอาจยกเลิกข้อตกลงหยุดยิงสงครามเกาหลี
สำนักงานสอดแนมก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 โดยรวมหน่วยงานด้านการข่าวของพรรคกรรมกรและหน่วยปฏิบัติการที่เดิมสังกัดกระทรวงกลาโหม มาอยู่รวมกัน และถือเป็นหนึ่งในเสาค้ำจุนอำนาจของนายคิมจองอึน ต่อมา เกิดปัญหาแย่งชิงอำนาจเพื่อคุมหน่วยงาน ระหว่างเจ้าหน้าที่จากฝ่ายปฏิบัติการกับหน่วยประสานงานภายนอกของพรรคกรรมกร จนถึงขั้นยิงต่อสู้กัน ทำให้นายพลคิมในฐานะผู้อำนวยการ ถูกลดยศเป็นนายพลสามดาวเพื่อรับผิดชอบ และลดเหลือสองดาวจากเหตุพยายามลอบสังหารผู้นำในเปียงยาง ซึ่งคาดว่าผู้ที่ถูกเขี่ยออกจากตำแหน่งหลังการยิงต่อสู้น่าจะอยู่เบื้องหลังความพยายามลอบสังหาร
และฝ่ายข่าวของเกาหลีใต้วิเคราะห์ว่า ความพยายามกระพือความตึงเครียดด้วยการขู่ทำสงครามของนายคิมจองอึนในช่วงนี้ ก็น่าจะเกี่ยวโยงกับกับเหตุลอบสังหารและความขัดแย้งภายในเมื่อปีที่แล้ว โดยที่นายคิมเลือกอยู่ข้างสายแข็งกร้าวในกองทัพ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพภายในและรักษาอำนาจของตนเอง
--------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)



