ข่าว

ชุมชนป้อมมหากาฬไม่รับมติรื้อดันเสนอกทม.แก้พรฎ.เวนคืน

ชุมชนป้อมมหากาฬไม่รับมติรื้อดันเสนอกทม.แก้พรฎ.เวนคืน

02 มิ.ย. 2552

ชุมชนป้อมมหากาฬไม่ยอมรับมติไล่รื้อ เดินหน้าเสนอ กทม.แก้ พรฎ.เวนคืนอีกครั้ง พร้อมขอเปิดเวทีสาธารณะถามความเห็นปชช. ยันหากแพ้ยอมย้ายออก ด้าน กทม.ปิดตายข้อเสนอ ระบุถอยหลังเข้าคลอง

 เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 2 มิ.ย. นายถนอม อ่อนเกตุพล นายวสันต์ มีวงษ์ และพ.ต.อ.สวัสดิ์ จำปาศรี ทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักการโยธา ได้ลงพื้นที่เพื่อหารือกับแกนนำชุมชนป้อมมหากาฬอย่างไม่เป็นทางการ หลังจากกรุงเทพมหานคร(กทม.) ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการเวนคืนที่ดินของภาครัฐ โดยที่ประชุมมีมติให้รื้อย้ายชุมชนป้อมมหากาฬ ตามพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน

 นายวสันต์ กล่าวชี้แจงว่า ผลการประชุมวานนี้ กทม. ยืนยันไม่ได้ตั้งธงไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะต้องรื้อย้ายชุมชนออกจากพื้นที่ป้อมมหากาฬ แต่เป็นความเห็นของที่ประชุมที่มีหลายหน่วยงานร่วมด้วย เช่น ศาลปกครอง อัยการสูงสุด คณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน(พอช.) เป็นต้น ซึ่งทุกฝ่ายระบุว่า กทม.จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่วิธีการ กทม.ควรยึดหลักรัฐศาสตร์

 นายวิมล  แดงสะอาด คณะกรรมการประสานงานชุมชนป้อมมหากาฬ  กล่าวว่า ความจริงแล้วแนวทางออกมีอีกหลายทาง ซึ่งชุมชนพร้อมจะหารือร่วมกับ กทม.เฉพาะในการหาทางออกร่วมกัน แต่หาก กทม.พูดถึงเรื่องของกฎหมายเราจะไม่คุยด้วย เพราะคุยอย่างไรชุมชนก็แพ้ ทำให้การประชุมวานนี้ชุมชนจึงไม่ขอเข้าร่วมด้วย สำหรับข้อเสนอที่อยากให้ กทม.รับพิจารณา คือ ชุมชนอยากจะขอเปิดเวทีสาธารณะและทำประชาพิจารณ์ โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. จะต้องเข้าร่วมเวทีนี้เพื่อแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหากับชาวบ้าน อีกทั้งเชิญนักวิชาการที่เป็นกลางเข้าร่วมด้วย เพื่อให้สังคมได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมด หากสังคมเห็นว่าสังคมไม่สมควรอยู่ในพื้นที่ จึงจะถือว่าชุมชนแพ้และพร้อมจะออกจากพื้นที่

 นายวิมล กล่าวว่า พร้อมกันนี้จะเสนอขอให้ กทม.พิจารณาเสนอขอแก้ไขกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินอีกครั้ง โดยชุมชนอาสาจะดูแลสวนสาธารณะโดยไม่คิดค่าตอบแทนจากกทม. แต่ที่ผ่านมาสมัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. กลับทำหนังสือขอให้กฤษฎีกาวินิจฉัยว่าชุมชนจะสามารถอยู่ร่วมกับสวนสาธารณะได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดประเด็น ดังนั้นชุมชนจะมีการหารือกับนักวิชาการ นักกฎหมาย ในเรื่องประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติม พรฎ.เวนคืน ให้ชุมชนอยู่ในพื้นที่เดิมต่อไป เพราะ พรฎ.ถือเป็นกฎหมายลูก ทั้งที่กฎหมายรัฐธรรมนูญแก้ไขไปหลายฉบับแล้ว ซึ่งเป้าหมายของชุมชนต้องการเพียงอยากขอแบ่งปันพื้นที่บางส่วนเพียง 1 ไร่เศษ จากทั้งหมด 4 ไร่ 3 งาน 59 ตาราวา ส่วนเงิน 75% ที่มีชาวบ้านรับมาแล้วตั้งแต่ปี 2537 ชาวบ้านก็ยินดีที่จะคืนให้ ขณะที่อีก 25% ที่อยู่ในธนาคารออมสินชาวบ้านก็ไม่ต้องการ

 ทั้งนี้ นายวสันต์ กล่าวว่า ตนรับปากที่จะนำข้อเสนอการขอเปิดเวทีสาธารณะไปหารือกับคณะผู้บริหารกทม. ส่วนข้อเสนออื่น ๆ ก็ควรนำไปหารือและพูดคุยในเวทีสาธารณะ เพื่อหาทางออกให้แก่ กทม.และชุมชน โดยไม่ให้ กทม.ทำผิดกฎหมาย ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ แต่ทั้งนี้ต้องเสนอให้ผู้บริหารอนุมัติในหลักการเปิดเวทีสาธารณะก่อน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก กทม.ได้หารือกับแกนนำชุมชนป้อมมหากาฬแล้ว ได้นำข้อเสนอการขอเปิดเวทีสาธารณะเข้าหารือกับนายประกอบ  จิรกิติ รองผู้ว่าฯกทม. ปรากฏว่าข้อเสนอดังกล่าวไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ เนื่องจาก กทม.เห็นว่าขณะนี้ผ่านจุดที่จะดำเนินการเปิดเวทีสาธารณะไปแล้ว อีกทั้งที่ผ่านมา กทม.เคยเปิดเวทีประชาพิจารณ์โดยเชิญตัวแทนชาวบ้านเข้ามาร่วมด้วย แต่ได้รับการปฏิเสธ ที่สำคัญหาก กทม.ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในการเข้ารื้อย้ายชุมชนออกจากป้อมมหากาฬ กทม.จะถูกดำเนินคดีฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา

 นายประกอบ  จิรกิติ  รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวถึงกรณีที่ชุมชนป้อมมหากาฬ เสนอให้กทม.ออกกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินฉบับใหม่ โดยแก้ไขจากฉบับเดิมจากที่ได้กำหนดให้ที่ดินดังกล่าว เพื่อใช้ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมโดยการก่อสร้างเป็นสวนสาธารณะ เป็นการให้ชุมชนมีบทบาทดูแลรักษาสาธารณะในฐานะหน่วยงานย่อย ว่า วิธีการดังกล่าวเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ชาวบ้านสามารถทำได้ แต่วิธีการนี้ค่อนข้างที่จะใช้เวลานาน และคงจะกระทำได้ยาก เนื่องจากกฎหมายระบุให้มีการเวนคืนที่ของเอกชนมาเป็นของรัฐ ในเมื่อที่ดินบริเวณดังกล่าวตกเป็นของ กทม.เพื่อใช้ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมแล้ว ก็คงจะแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกแล้ว และหากชุมชนจะรวมตัวกันถวายฎีกาก็สามารถทำได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับการพิจารณาหรือไม่ เนื่องจากต้องเป็นปัญหาส่วนรวมอย่างแท้จริง

 นายธวัชชัย  วรมหาคุณ  อดีตประธานชุมชนป้อมมหากาฬ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า หากมีการแก้ไข พรฎ.เวนคืน ให้ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ได้ในลักษณะพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่มีชีวิต และให้ชาวบ้านในชุมชนที่อาศัยอยู่กว่า 17 ปีนั้น ร่วมอนุรักษ์ดูแล ก็จะได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย กล่าวคือ กทม.ก็ได้สร้างสวนสาธารณะของกทม. ส่วนชาวบ้านก็เป็นผู้ดูแลพื้นที่ โดยขอเป็นพนักงานของ กทม. อย่างถูกต้องแต่ไม่รับเงินเดือนสักบาทเดียว เพราะพวกเราอยู่ที่นี่มานานย่อมหวงแหนความเป็นชุมชนที่อยู่อาศัย และทรัพย์สินของบ้านเมืองไม่ต่างอะไรจากที่ กทม.หรือหน่วยงานใด ๆ ของรัฐ

 “ทุกวันนี้ชาวบ้านหวาดผวาไปหมดแล้ว เรียกได้ว่ากลัวจนเลยจุดที่จะกลัวไปแล้ว หาก กทม.มีความจริงใจกับชาวบ้านที่จะแก้ไขเรื่องนี้ ” นายธวัชชัย กล่าว