ข่าว

หมอชี้'เด็ก5ขวบ'ยังต้องใช้เครื่องหายใจ

หมอชี้'เด็ก5ขวบ'ยังต้องใช้เครื่องหายใจ

13 มี.ค. 2556

'แพทย์'แถลง'อนุบาล5ขวบ'ยังต้องใช้เครื่องหายใจเฝ้าระวัง 6 สัปดาห์ตำรวจลุยสอบ ป.1, ม.1 ขณะที่'ผกก.สภ.เมืองสุพรรณบุรี'เป็นบทเรียนให้สังคมต้องช่วยกันดูแลบุตรหลาน

               13 มี.ค.56 จากกรณีที่แม่เด็กชายอายุ 5  ขวบ ร้องเรียนต่อมูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรีว่า บุตรชายถูกเพื่อนนักเรียนชั้น ป. 1 และ นักเรียนชั้น ม. 1  ทำร้ายร่างกายจนมีอาการสาหัส  ล่าสุด นายอนุสรณ์ ฟูเจริญ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 เปิดเผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นขณะนี้ทราบหมดแล้วว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร  ทั้งนี้เด็กถูกส่งตัวเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี  จากนั้นจึงส่งต่อไปที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ในฐานะของหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานศึกษาที่เกิดเหตุ ก็พร้อมที่จะให้การดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างดีที่สุด ขณะที่ในส่วนของทางคดีก็เป็นความรับผิดชอบของตำรวจ

             ร.ต.ท.พร้อมพงษ์ สนิทกลาง ร้อยเวร  สภ.อ.เมือง สุพรรณบุรี  กล่าว่า ขณะนี้แจ้งข้อหาแก่เด็กที่ทำร้ายไปแล้ว ว่าทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ และขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม

 

"ผกก.สภ.เมืองสุพรรณบุรี"ชี้กรณี 5 ขวบถูกทำร้ายร่างกายเป็นบทเรียนให้สังคมต้องช่วยกันดูแลบุตรหลาน

               พ.ต.อ.เกรียงไกร วุฒิพานิช ผกก.สภ.เมืองสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า เหตุนักเรียนอนุบาลอายุ 5 ขวบ ถูกนักเรียนชั้นป. 1 ทำร้ายร่างกาย โดยมีนักเรียนชั้น ม. 1 ร่วมรู้เห็น อยากให้กรณีดังกล่าวเป็นบทเรียนให้กับสังคม โดยเฉพาะผู้ปกครองที่จะต้องใส่ใจบุตรหลานในเชิงพฤติกรรม ในทางคดีเบื้องต้นได้มีการแจ้งข้อหาผู้ก่อเหตุว่า "ทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ"ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม รวมทั้งการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียด

               "เรื่องนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งต้องมาดูสาเหตุอีกครั้งว่ามาจากอะไรกันแน่ ส่วนตัวไม่อยากให้มองว่าเด็กอีกคนทำ อีกคนรุม เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหนก็ เด็กไม่รู้เรื่องทุกฝ่ายต้องช่วยกันเยียวยาทุกฝ่ายต้องดูแล " พ.ต.อ.เกรียงไกร กล่าว

               น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา อดีต สส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย กล่าวว่า สังคมเห็นแล้วว่ามีเด็กที่ป่วยคือเด็กอนุบาล ไม่อยากให้มีเด็กอีกคนที่ต้องเสียอนาคต อยากให้ช่วยกันถนอมเด็กอีกคนไว้ อย่าไปลงโทษอะไรมากมายเลย

 

 

"แพทย์"แถลง"อนุบาล5ขวบ"ยังต้องใช้เครื่องหายใจเฝ้าระวัง 6 สัปดาห์

               เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 13 มี.ค. ที่ตึกอำนวยการชั้น 2 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผศ.นพ.อภิชัย อังสพัทธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ รศ.พญ.จิตลัดดา ดีโรจน์วงศ์ กุมารแพทย์ ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แพทย์เจ้าของไข้ ร่วมกันแถลงอาการและความคืบหน้าการรักษาอาการของ ด.ช.เอ (นามสสมมติ) อายุ 5 ปี นักเรียนชั้นอนุบาลโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.สุพรรณบุรี ถูกรุ่นพี่ชั้น ป.1 โรงเรียนเดียวกันทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี มารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ด้วยการประสานงานจากมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ภายหลังรับตัวมาแล้วทางแพทย์ก็เร่งทำการรักษาอย่างเร่งด่วนเนื่องจากมีอาการติดเชื้ออย่างรุ่นแรง

                ผศ.นพ.อภิชัย กล่าวว่า สำหรับอาการของ ด.ช.เอ ในวันนี้ (13 มี.ค.) ทีมแพทย์ผู้ให้การรักษาได้ทำการประเมินอาการแรกรับของผู้ป่วยดังกล่าวแล้วพบว่า ผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและลิ้นหัวใจ รวมทั้งมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ ตรวจพบผิวหนังและกล้ามเนื้ออักเสบบริเวณแขนและรักแร้ด้านซ้าย ผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้า แต่ต้องให้ยาเพิ่มความดันโลหิตชีพจรและความดันโลหิตจึงจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ขณะนี้ทีมแพทย์ผู้รักษาได้ให้การรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจ ยาปฎิชีวนะ ยาเพิ่มความดันโลหิต และปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ ด้านกระดูกและศัลยกรรมกุมารฯ

                ผศ.นพ.อภิชัย กล่าวต่อว่า โดยผู้ป่วยยังมีอาการคงที่ และต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาลเป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ สรุปอาการโดยทั่วไป อาการเด็กถือว่าหนักมากแต่ถือว่าอาการคงที่ในระดับหนึ่งไม่ได้แย่ลง แต่จะมีแนวโน้มดีขึ้นหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังบอกยากเนื่องจากเพิ่งรับตัวเด็กเข้ามารักษาเมื่อวานนี้ ต้องรอดูอาการทำการรักษากันต่อไป

                ต่อมาเมื่อเวลา 14.30 น. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี นางน้ำ (นามสมมติ) อายุ 53 ปี น.ส.แดง (นามสมมติ) อายุ 25 ปี และ น.ส.ใจ (นามสมมติ)  อายุ 34 ปี ซึ่งเป็นย่า แม่และป้าของน้องนนท์ เดินทางมาดูอาการน้องนนท์ที่นอนพักรักษาตัวอยู่ โดย นางสมควร ย่าของน้องนนท์ กล่าวว่า หลังจากที่น้องนนท์เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ทางคู่กรณีก็ยังไม่ได้ติดต่อเข้ามาพูดคุยแต่อย่างใด โดยตนและครอบครัวติดใจเรื่องที่เด็กมีอาการช้ำในและเลือดตก หากเป็นการกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันจริงตามที่ทราบมาก็ไม่น่าจะถึงกับช้ำใน ถ้าเพียงแค่แขนหักยังพอรับได้บ้างว่าอาจจะเกิดจะล้มจากการกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันไปมาจนแขนหัก แต่นี่ถึงขนาดมีอาการช้ำใน เลือดตกในก็ไม่น่าจะแค่ยื้อตัวกันธรรมดา

                "ในส่วนของคดีตนไม่อยากพูดถึงขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการไป แต่ตนก็หวังว่าจะได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา และสิ่งเดียวที่อยากได้ตอนนี้คือ อยากให้น้องนนท์หายดีกลับมาไวๆ ซึ่งตนก็อยากขอบคุณทางคุณปวีณา เป็นอย่างมากหากไม่ได้มูลปวีนาเข้ามาช่วยเหลือก็คงลำยากกว่านี้ไม่ก็น้องนนท์อาจจะเสียชีวิตไปแล้วก็ได้" ย่าของ ด.ช.เอ กล่าว

                ด้านนางปวีณา กล่าวว่า หลังรับ ด.ช.เอ เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาฯแล้ว ตนก็ได้ประสานไปทางผู้บังคับการจังหวัดสุพรรณบุรี ให้ลงพื้นที่ดูแลและเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งท่านผู้การก็รับปากจะรีบดำเนินการให้ ทั้งนี้ทราบว่าทางฝ่ายผู้ปกครองของคู่กรณียังไม่มีการติดต่อมาแต่อย่างใด ซึ่งคงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้วานนี้(12 มี.ค.)ตนได้ประสานไปยังกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ (พม.) ให้เข้าไปดูแลครอบครัวของน้องนนท์ด้วย และช่วงเย็นวันนี้ตนจะได้พาญาติของน้องนนท์เข้าพบ นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ เพื่อปรึกษาปัญหาและให้ทางกระทรวงหามาตรการเข้าไปดูแลเด็กนักเรียนช่วงพักเที่ยง เนื่องจากขณะนี้ทางมูลนิธิได้รับการร้องเรียนเรื่องปัญหาของเด็กช่วงพักเที่ยงจำนวนมาก เช่น เด็กทะเลาะวิวาทกัน ต่อยกัน ลวนลามกัน เนื่องจากไม่มีอาจารย์มาดูแล

 

 

จิตแพทย์ เชื่อเด็ก ป.1 ทำร้ายเด็กอนุบาล ไม่รู้เรื่อง-ไม่ตั้งใจให้รุนแรง

               นพ.ทวี ตั้งเสรี รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากกรณีที่เด็กชั้น ป.1 ทำร้ายร่างกายเด็กอนุบาล จนบาดเจ็บสาหัสนั้น ยังไม่มีข้อมูลประวัติของเด็กว่าเป็นอย่างไร โดยปกติเด็กในวัยนี้จะยังไม่รู้เรื่องและไม่มีความรับผิดชอบ ว่าผลของการกระทำจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งอาจจะเกิดเหตุขึ้นจากเพียงการบันดาลโทสะ โดยไม่รู้ว่าจะทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัสได้ เพียงเพราะความต้องการเอาชนะที่เป็นสัญชาติญาณเท่านั้น และไม่ทราบว่าจะผลต่อคู่กรณีอย่างไรบ้าง ถึงจะพาไปเยี่ยมเด็กก็ไม่รู้เรื่อง อย่างไรก็ตาม การที่เด็กจะกระทำพฤติกรรมรุนแรง จะมีสัญญาณเตือนให้ผู้ปกครองและครูทราบ เช่น เด็กโมโหง่าย เอาแต่ใจตัวเอง ชอบเอาชนะ ก้าวร้าว โดยปกติจะพบเด็กที่มีลักษณะดังกล่าวในโรงเรียนเสมอๆ ซึ่งเด็กบางคนจะมีพื้นฐานโกรธง่าย โมโหร้ายเป็นทุนเดิม โรงเรียนจำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษ เวลาเล่นกับเด็กคนอื่น

               " วิธีป้องกันความรุนแรงในโรงเรียนครูจะต้องบริหารความเสี่ยง หากทราบว่า เด็กมีสัญญาณที่จะก่อความรุนแรงจำเป็นต้องมีครูเวร มองห่างๆ เวลาปล่อยให้เด็กเล่นกันเพื่อสามารถระงับเหตุได้ทัน และกรณีที่เด็กเคยแสดงออกถึงความก้าวร้าว จำเป็นต้องใช้วิธีสอนให้เด็กเข้าใจถึงผลที่เกิดขึ้นตามมาร่วมกับการเฝ้าระวัง สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นไปแล้วนั้น เด็กที่ได้รับบาดเจ็บเมื่อหายดี จำเป็นต้องให้การเยียวยาจิตใจ ส่วนเด็กที่ก่อเหตุ ถือว่าน่าเป็นห่วงเช่นกัน เพราะหากใช้มาตรการลงโทษกับเด็กไม่ว่าจะทางสังคม หรือร่างกาย จะยิ่งกดดันเด็ก บีบบังคับให้เด็กแสดงความก้าวร้าวเพื่อเรียกร้องความสนใจ ซึ่งกรณีนี้เชื่อว่าเด็กน่าจะทำไปตามสัญชาติญาณเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจหรืออยากให้เกิดความรุนแรง จึงต้องใช้วิธีค่อยๆสอนให้เข้าใจ แต่หากเด็กรายดังกล่าวมีประวัติเคยทำความรุนแรงมาก่อน จำเป็นต้องเฝ้าระวังเด็กอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ก่อเป็นความรุนแรงอีกในอนาคต"นพ.ทวี กล่าว

 

....................................

ข่าวเกี่ยวข้อง

-สลด!ม.1ยุเด็กป.1ตื้บเด็ก5ขวบสาหัส : http://www.komchadluek.net/detail/20130312/153739/สลด!ม.1ยุเด็กป.1ตื้บเด็ก5ขวบสาหัส.html