ข่าว

เปิดชีวิต'ยายยอดนักสู้' นาพัง45ไร่

เปิดชีวิต'ยายยอดนักสู้' นาพัง45ไร่

11 มี.ค. 2556

เปิดชีวิต'ยายยอดนักสู้' นาพัง45ไร่-ซื้อข้าวประทังชีพ : ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐรายงาน

               นับเป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำนาเกลือสินเธาว์และนากุ้งในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ได้ชัยชนะเหนือกลุ่มนายทุน

              ภายหลังศาลอุทธรณ์ ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม มีคำพิพากษาให้ ยายน้อย มีพวง ชาวโคราช วัย 86 ปี ชนะคดีทางแพ่ง ที่ยื่นฟ้องนากุ้งของ นายไกรสร โชติชาครพันธ์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ต.สายออ อ.โนนไทย ที่สร้างความเสียหายให้แก่นาของยายน้อยจำนวน 45 ไร่ ชาวบ้านทองหลางพัฒนา หมู่ 19 ต.พังเทียม อ.พระทองคำ จ.นครราชสีมา โดยเจ้าของนากุ้งชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1 ล้านบาท พร้อมกับจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง คือวันที่ 17 ธันวาคม 2553 รวมทั้งจ่ายค่าทนายความ 2 หมื่นบาท ให้แก่ยายน้อย

              เส้นทางการต่อสู้ของยายน้อย กว่าจะมาถึงวันนี้ ได้ฝ่าฟันอุปสรรคและแรงกดดันมาสารพัด

              ยายน้อย เล่าว่า การต่อสู้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2544 ขณะนั้นนายทุนมาซื้อที่กว่า 300 ไร่ ส่วนหนึ่งติดกับที่นาของตนจำนวน 45 ไร่ ต่อมาได้สร้างเป็นโรงงานสูบน้ำเกลือมาทำนาเกลือ และไม่ได้มีการควบคุมที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้น้ำเกลือไหลซึมออกนอกพื้นที่เข้าสู่นาข้าวได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง

              "นาผืนนี้เป็นเหมือนทุกอย่างในชีวิตของฉัน เพราะใช้ทำนาเลี้ยงชีพมาตั้งแต่เกิด ในอดีตมีความอุดมสมบูรณ์ปลูกข้าวได้ปีละไม่ต่ำกว่า 100 กระสอบ ยุ้งฉางมีข้าวเปลือกเต็มทั้ง 4 หลัง และมีข้าวเหลือขายได้เงินมาเลี้ยงครอบครัวอย่างไม่ขาดแคลน"

              สัญญาณความเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้น หลังจากนายทุนมาซื้อที่ดินติดกับที่นาของยายน้อย แล้วทำเป็นนาเกลือตั้งแต่ปี 2544

              "พอมีนาเกลือ ทำให้นาข้าวกลายเป็นดินเค็ม ไม่สามารถปลูกข้าวได้อีก จึงต้องทิ้งนาให้กลายเป็นที่ดินว่างเปล่า ทุกวันนี้ต้องซื้อข้าวเปลือกจากที่อื่นปีละประมาณ 8 กระสอบ ไว้หุงข้าวกินกับลูกชาย 1 คน ซึ่งทำงานรับจ้างทั่วไป ส่วนรายได้อื่นๆ ไม่มี เลยต้องเลี้ยงหมู และเผาถ่านขายได้เงินเดือนละไม่ถึง 2,000 บาท แทบไม่พอใช้จ่ายในแต่ละวัน จึงได้กู้เงินจากแหล่งต่างๆ ทั้งจากเพื่อนบ้าน และเงินกองทุนหมู่บ้าน มาใช้แทน ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นหนี้อยู่กว่า 2 แสนบาท"

              เมื่อชีวิตถูกต้อนเข้ามุมอับ ยายน้อยจึงเริ่มฮึดสู้ โดยนำเรื่องไปร้องเรียนต่อหน่วยงานภาครัฐ ครั้งแรกเมื่อปี 2544 แต่ไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจัง ในที่สุดปี 2553 ตัดสินใจคุยกับทนาย ยื่นเรื่องฟ้องนาเกลือต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ศาลชั้นต้นตัดสินว่า นาเกลือมีความผิดจริง เนื่องจากทำให้นาของยายน้อยได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิง จึงสั่งให้ปิดนาเกลือ และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการทำนาเกลือด้วย พร้อมทั้งให้ชดใช้ค่าเสียหายให้เป็นเงินจำนวน 1 ล้านบาท รวมทั้งจ่ายดอกเบี้ยย้อนหลัง 7.5% และจ่ายค่าทนายความจำนวนเงิน 2 หมื่นบาทด้วย

              ต่อมาผู้ประกอบการนาเกลือได้ยื่นหลักทรัพย์ต่อศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์รับเรื่องไว้ ปรากฏว่า ระหว่างที่มีการอุทธรณ์นั้น เจ้าของนาเกลือได้ลักลอบปรับเปลี่ยนจาก "นาเกลือ" เป็น "นากุ้ง" และยิ่งทำให้มีเกลือไหลออกมาภายนอกเพิ่มมากขึ้น สร้างความเสียหายให้แก่นาข้าวชาวบ้านเป็นวงกว้างกว่า 5,000 ไร่

              กระทั่งวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ได้ยืนคำตัดสินเดิมของศาลชั้นต้น ถือว่าเป็นชัยชนะยกสอง ที่ยายน้อยมีต่อเจ้าของธุรกิจนาเกลือ-นากุ้ง

              อย่างไรก็ตาม ยายน้อยยังต้องรอลุ้นอีกเฮือกสุดท้าย ภายใน 60 วัน หากคู่กรณียื่นต่อศาลฎีกา ก็ต้องต่อสู้กันใหม่

              “ชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาซื้อข้าวกิน เพราะมีอาชีพทำนามาทั้งชีวิต และก่อนตาย ฉันไม่ได้ต้องการอะไรมาก นอกจากอยากได้ที่นากลับคืนมาเหมือนเดิม จึงขอความเมตตาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือให้ความเป็นธรรมด้วย เพราะเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ที่เสียภาษีให้รัฐทุกปี จึงไม่รู้จะไปพึ่งใครได้อีกแล้ว” ยายน้อยกล่าวทิ้งท้าย

              การต่อสู้ของยายน้อยถือเป็นบรรทัดฐานและเป็นกำลังใจให้ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากนาเกลือใน 5 ตำบล ใน 3 อำเภอ ได้แก่ ต.สำโรง ต.ค้างพลู ต.บ้านวัง อ.โนนไทย, ต.พังเทียม อ.พระทองคำ และ ต.พลสงคราม อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ที่จะลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่ถูกรุกรานมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 20 ปี ตามรอย "ยายน้อย นักสู้นาเกลือ"

...........

(หมายเหตุ : เปิดชีวิตยายยอดนักสู้ นาพัง45ไร่-ซื้อข้าวประทังชีพ : ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐรายงาน)