
'มาร์ค'ลั่น'ขุนค้อน'ไม่ควรดันพรบ.นิรโทษ
'อภิสิทธิ์'ลั่น'สมศักดิ์'ไม่ควรบรรจุ พรบ.นิรโทษกรรม เป็นวาระเพิ่มเติม ขณะที่พท.ค้าน'วรชัย'ดันนิรโทษ ด้าน'สว.'ชี้ ดันกม.นิรโทษ หวังผลหนีกระบวนการยุติธรรม
11 มี.ค.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ตั้งโต๊ะหารือกับหลายฝ่ายเกี่ยวกับการนิรโทษกรรม และนายวรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เสนอร่าง พรบ.นิรโทษกรรม เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้เเทนราษฎรว่า จากที่ดูวาระการประชุมยังไม่เห็นวาระนี้ จึงคิดว่า คงยังไม่มีการบรรจุ แต่ขึ้นอยู่กับนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ว่า จะบรรจุวาระเพิ่มเติมหรือไม่ แต่ไม่ควรจะทำ เพราะตนไม่เห็นเหตุผลว่าเหตุใดต้องบรรจุเป็นวาระเพิ่มเติม และถ้าจะเลื่อนขึ้นมาพิจารณาตามข้อบังคับของสภาจะไม่มีผลทันที
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นการออกวาระเพิ่มเติมโดยปกติจะไม่ทำกัน แต่ก็มีคนพยายามผลักดันให้มีการเลื่อนร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาพิจารณาก่อน ตนจึงเห็นว่าการประชุมของนายเจริญวันนี้ไม่ได้ส่งผลอะไร เพราะสมาชิกรัฐบาลต่างคนก็ต่างเดิน ส่วนการลงคะแนนในสภาเป็นอย่างไรต้องถามจุดยืนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทยว่า อยากให้บ้านเมืองเข้าสู่ความขัดแย้งใช่หรือไม่ ซึ่งตนเห็นว่า นายกฯต้องชัดเจนว่าต้องการทำอะไร เพราะพรรคยืนยันมาตลอดว่าถ้าทำกระบวนการปรองดองที่ถูกต้อง พรรคเอาด้วย แต่ถ้าเอาปรองดองมาบังหน้าเพื่อล้างผิดพรรคพวกและคนโกง สังคมจะมีแต่ความขัดแย้งมากขึ้น ซึ่งดูจากเสียงสะท้อนของหลายฝ่ายผ่านหลายช่องทางก็เป็นไปในแนวทางนี้ทั้งสิ้น
ส่วนกรณีที่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม บอกว่า ไม่จำเป็นต้องรอความเห็นจากพรรคประชาธิปัตย์ เพราะสามารถเดินหน้าได้เลยนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้ประชาชนดูว่าทัศนคติอย่างนี้ปรองดองหรือไม่ เพราะพรรคประชาธิปัตย์บอกชัดว่า กรณีที่จำกัดขอบเขตนิรโทษกรรมคนที่ฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน อย่างนี้ถึงปรองดอง แต่มีพวกใจดำจับคนเหล่านี้เป็นตัวประกัน เพราะต้องช่วยนายใหญ่ก่อน สำหรับกรณีที่ รมว.กลาโหม ส่งทหารเข้าร่วมหารือกับนายเจริญด้วยนั้น ตนคิดว่า โจทย์ของ รมว.กลาโหม อาจมองว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารไปปฏิบัติ แต่รมว.กลาโหมจะพูดแทนญาติของเจ้าหน้าที่ที่สูญเสียไม่ได้ว่าไม่มีใครติดใจเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ ที่ผ่านมา เพราะเวทีนี้ก็ยังไม่รู้ว่านำไปสู่อะไร ในเมื่อทุกคนต่างคนต่างเดิน นายวรชัย เดินหน้าเสนอกฎหมาย ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ก็ยืนยันว่า ร่างกฎหมาย 4 ฉบับที่ค้างอยู่ต้องเดินต่อ เป็นหลักการเดียวกัน ทั้งหมดจึงต้องเดินไปสู่จุดเดิม
ผู้สื่อข่าวถามว่า ความสูญเสียของบ้านเมืองหลายปีที่ผ่านมาเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างที่รมว.กลาโหมระบุหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เล็กน้อย และทุกคนต้องช่วยกันตั้งหลักเพื่อให้สังคมเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดอีก การส่งสัญญาณว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใช้อาวุธความรุนแรงได้ พอมีอำนาจก็เข้ามาล้างผิดจะเป็นอันตรายมากสำหรับอนาคตของประเทศ ส่วนกรณีที่รมว.กลาโหมระบุว่าให้เดินหน้าเรื่องนี้โดยเลิกสนใจเรื่องคนแค่คนเดียวนั้น ตนไม่ทราบว่าคนเดียวนั้นหมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ เพราะปัญหาทั้งหมดจะไม่เกิดถ้าไม่มีผลประโยชน์ที่ขัดกันเองของคนที่กำลังดำเนินการอยู่ เพราะหากต้องการช่วยคนด้วยความสุจริต ไม่ใช่เอาประชาชนที่เดือดร้อนมาเป็นตัวประกันเพื่อช่วยพวกพ้องก็คงไม่มีปัญหา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า และที่สำคัญเป็นการทำลายระบบนิติรัฐ เพราะขณะนี้ตัวบุคคลที่อยู่ในเรือนจำส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ต้องโทษหนัก จึงต้องพิจารณาว่าหากไปสร้างค่านิยมล้างผิดแบบนี้ก็จะยิ่งมีแต่ความรุนแรง ส่วนกรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทย ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ใจแคบ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าพรรคเพื่อไทยใจดำมากกว่าที่จับชาวบ้านเป็นตัวประกัน ถือว่าใจดำจริง ๆ
"เพื่อไทย”ค้าน "วรชัย" ดันนิรโทษฯ ชี้ต้องทำความเข้าใจ
นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย และวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณี นายวรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ประกาศเดินหน้าผลักดันเสนอร่าง พรบ.นิรโทษกรรม ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า แม้นายวรชัย ยืนยันจะเดินหน้าเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว โดยพร้อมใช้เอกสิทธิ์ สส.เสนอให้ดันร่าง พรบ.นิรโทษกรรมขึ้นมาพิจารณาก่อนกฎหมายฉบับอื่นๆ แต่เชื่อว่า เสียงข้างมากในพรรคคงไม่เอาด้วย เพราะแม้จะเห็นด้วยในหลักการ แต่ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม คงต้องใช้เวลามากกว่านี้ให้ทุกอย่างลงตัวกว่านี้ หากยังดึงดันเสนอเข้าไปตอนนี้ คงยากที่จะประสบความสำเร็จ และจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาอีกรอบได้ เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยคงต้องพูดคุยทำความเข้าใจกับนายวรชัยในเรื่องนี้อีกครั้ง
ส.ว. ชี้ ดันกม.นิรโทษกรรม หวังผลหนีกระบวนการยุติธรรม วอน "เจริญ"หยุดเดินหน้า
ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม นายประสาร มฤคพิทักษ์ สว.สรรหา ได้หารือถึงกรณีการผลักดันร่าง พรบ.นิรโทษกรรม ว่า การที่ 42 สส.พรรคเพื่อไทยเสนอร่าง พรบ.นิรโทษกรรม และมีการเลื่อนวาระเข้าสภาอย่างเร่งด่วนและผิดปกติ นอกจากนี้นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาคนที่ 1 ยังได้เชิญหลายฝ่ายเข้าร่วมหารือในวันนี้ (11มี.ค.) ซึ่งตนมองว่า เรื่องนี้เป็นสินค้าเก่าที่มีส่วนผสม 3 ส่วน คือ 1.นิรโทษกรรม 2. อำพราง และ 3. สอดไส้ เพราะเมื่อเปิดสินค้าก็เห็นว่า เป็นสินค้าเครือบริษัทในห้างใบห่อตราดูไบทั้งหมด ซึ่งการสร้างความปรองดองไม่มีใครคัดค้าน ต่อต้านการสมานฉันท์ หรือขัดขวางการรอมชอม แต่การดำเนินการจะต้องการรักษาไว้ซึ่งความเป็นนิติรัฐและนิติธรรม เพราะหากไม่รักษาไว้ประเทศไทยก็จะไม่มีขื่อแปอะไรหลงเหลืออยู่
นายสมชาย แสวงการ สว.สรรหา กล่าวว่า ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงการเสียชีวิตเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง 10 เม.ย. -19 พ.ค. 53 มีข้อเท็จจริงบางประการที่บอกผ่านไปยังผู้ที่กำลังเจรจาการนิรโทษกรรมในขณะนี้คือ 1.ไม่ได้มีนักโทษที่ถูกขังในเรือนจำ จำนวน 1-3 พันคน ตามที่มีการกล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงมีแค่ 32 คน โดย 1 .กลุ่มหนึ่งอยู่ในเรือนจำพิเศษบางเขน 17 คน เป็นผู้ต้องหาอุกฉกรรจ์คดีร่วมกันมีอาวุธ วางระเบิด วางเพลิง ปล้นอาวุธ ก่อการร้าย และความผิดต่อชีวิต โทษตั้งแต่ 6-38 ปี 2.กลุ่มผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันฯ ตามกฎหมายป.วิอาญา มาตร112 จำนวน 6 ราย 3.กลุ่มที่อยู่เรือนจำอื่นจำนวน 9 ราย ซึ่งทั้งหมดที่ไม่ได้ปล่อยตัวเพราะอาจหลบหนีคดี และอาจจะพาดพิงไปเกี่ยวข้องกับมาตรา112 รวมถึงผู้บงการด้วย เพราะดังนั้นการเคลื่อนไหวเพื่อยื่นร่างพรบ.นิรโทษกรรมขณะนี้ เป็นเพราะกลัวที่จะถูกดำเนินคดี ซึ่งมีอยู่ 4 กลุ่มคดีที่ยังไม่มีความคืบหน้า คืบหน้าแค่เพียงบางส่วนคือ คดีก่อการร้าย 25 คน ซึ่งมีทั้งนักการเมือง ที่ปรึกษา นักการเมืองท้องถิ่น อดีตนายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ส่วนคดีปล้นอาวุธ วางเพลิง เผาทรัพย์ ไม่มีความคืบหน้าเลย ขณะที่คดีที่ทำให้ทหารและประชาชน เจ้าหน้าที่เสียชีวิต คืบหน้าฝ่ายเดียวเพียงแค่บางส่วน
“การดำเนินการครั้งนี้เพื่อหวังผลให้ยกเว้นคดี และหนีการลงโทษทางกระบวนการยุติธรรม ผมขอเรียนต่อนายเจริญ ด้วยความเป็นห่วงว่า ขอให้ยุติเรื่องดังกล่าวไว้ก่อน และดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) มิฉะนั้นอาจจะเกิดปัญหาขึ้น และขอให้นายกรัฐมนตรีเข้ามามีส่วนร่วมในความรับผิดชอบ อย่าโยนเรื่องให้สภาฯตอบเพียงอย่างเดียว ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ตำรวจ อัยการ ได้เร่งคดีทั้ง 4 กลุ่มไม่ให้เกิดการยุติคดี แล้วจากนั้นจึงเข้าสู่โหมดแห่งความปรองดองและนิรโทษกรรม ไม่เช่นนั้น จะทำให้ประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งอีกรอบหนึ่ง”นายสมชาย กล่าว
นายวันชัย สอนศิริ ส.วสรรหา กล่าวว่า อยากให้ดูถึงความชอบตามรัฐธรรมนูญด้วยว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับ รวมถึงฉบับปี 50 บัญญัติมาตรา 102 (6) และ(7) กำหนดว่าคนที่ทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือถูกศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินถือว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ชั่ว เลว สมัคร สส.ไม่ได้ เป็นนายกฯก็ไม่ได้ มาตรา 63 การชุมนุมต้องเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ แต่ที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่ามีกองกำลังติดอาวุธอยู่ในที่ชุมนุม และมาตรา 8 เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์คดีที่จาบจ้วงล่วงละเมิด ซึ่งทั้งหมดที่เข้าข่ายตามนี้ต้องไม่ได้รับการนิรโทษกรรมโดยเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อการชุมนุมครั้งต่อไป ส่วนคดีเล็กน้อยอย่างฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน พรบ.ความมั่นคง พันกว่าคดีสามารถยกเลิกได้ ดำเนินคดีก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร



