
ตลาดหุ้นยุคฟองสบู่รอวันแตก
ตลาดหุ้นยุคฟองสบู่รอวันแตก : หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง
แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจโดยทั่วไปยังแย่อยู่ แต่ตลาดหุ้นกำลังพุ่งทะยานทำสถิติอยู่ ส่อแววฟองสบู่ลูกยักษ์ ซึ่งถ้าแตกเมื่อใด จะทำให้เกิดหายนะไปทั่วโลก
วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบดูตลาดหุ้นดาวโจนส์ของนิวยอร์ก ตลาดหุ้นนิกเกอิของญี่ปุ่น และตลาดหุ้นของไทย ว่า มีการฟื้นตัวตามปัจจัยพื้นฐาน หรือว่าเกิดจากการสร้างฟองสบู่รอบใหม่ของธนาคารกลาง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางของญี่ปุ่น ที่กำลังพิมพ์เงินออกมาอย่างบ้าคลั่ง เพื่อพยุงไม่ให้เศรษฐกิจซบเซา หรือล้มละลาย
เริ่มต้นที่ตลาดหุ้นไทยก็แล้วกัน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีการทำสถิติสูงในรอบ 19 ปี ทะยานไปถึงระดับ 1,566 ช่วงระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา หุ้นไทยมีมูลค่าเพิ่มเป็นเท่าตัวถึง 2 ครั้ง คือช่วงปี 2009 หุ้นไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากวิกฤติการเงินสหรัฐ หลังฟองสบู่แตกเมื่อปีก่อนหน้านั้น หุ้นไทยปรับตัวลงไปอยู่แถวระดับ 400 แต่หลังจากมีการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบายการเงินและการคลังโดยกลุ่มประเทศ จี-20 มีผลทำให้เศรษฐกิจโลกไม่ฟุบ หุ้นไทยเริ่มกระเตื้องขึ้นมา โตทวีคูณอยู่ระดับ 800 เมื่อช่วง 2011
ถึงตอนนี้ผ่านมาแค่ปีกว่าๆ เอง หุ้นไทยทำท่าจะมีมูลค่าเพิ่มทวีคูณอีกครั้ง โดยจะทดสอบระดับ 1,600 อีกในไม่ช้า โบรกเกอร์บางสำนักบอกว่า หุ้นไทยอาจไปถึง 1,800 ภายในปีนี้ ซึ่งหมายความว่า จะทำสถิติสูงสุดเท่าที่เคยก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมา หุ้นไทยเคยทำสถิติสูงสุดเมื่อช่วงฟองสบู่ต้นปี 1995 โดยไต่ไประดับ 1,700 กว่า ก่อนที่ฟองสบู่จะแตกอีกปีสองปีกว่าๆ ต่อมา หุ้นไทยดิ่งเหวไปสู่ระดับต่ำสุดที่ 270 เมื่อปี 1998 ปีนั้น คงจะจำได้ว่า ค่าเงินบาทเกือบจะกู่ไม่กลับ ดิ่งนรกไปอยู่ที่ 56 บาทต่อดอลลาร์
จะเห็นได้ว่า ต้องใช้เวลาถึง 22 ปี กว่าหุ้นไทยจะพยายามกลับไปสู่ระดับสูงสุดอีกครั้ง หุ้นนิกเกอิของญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวขึ้นมาใหม่จากนโยบายพิมพ์เงินของทางการ ที่หลายคนมองว่า เป็นการประกาศสงครามการเงิน เพราะญี่ปุ่นต้องการอัดสภาพคล่องออกมาเต็มที่ เพื่อให้เงินเยนอ่อนค่าลง เพื่อช่วยกระตุ้นการส่งออกและแก้ปัญหาเงินฝืดที่เล่นงานเศรษฐกิจญี่ปุ่นมากว่า 20 ปีแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หุ้นนิกเกอิพุ่งขึ้น 3% กว่าๆ มาอยู่ที่ระดับ 12,283 ดูเหมือนว่า ทางการญี่ปุ่นได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะพยายามปั่นหุ้นให้ไปถึง 13,000 ภายในเดือนนี้ เล่นกันตรงๆ แบบนี้โดยไม่เกรงใจเลย
แต่ระดับหุ้นในขณะนี้ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดของนิกเกอิที่เคยไปถึง 38,957 เมื่อปี 1990 ก่อนที่ฟองสบู่จะแตก อสังหาริมทรัพย์และแบงก์จะล้มตามมา ตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นแทบจะโงหัวไม่ขึ้น โตโดยเฉลี่ยแค่ 0.8% ตลาดบ้านตอนนี้มีราคาเท่ากับปี 1983 ส่วนตลาดหุ้นมีมูลค่าแค่ 1/3 ของปี 1990 พูดง่ายๆ ว่า หุ้นญี่ปุ่นอาการยังโคม่า
ส่วนตลาดหุ้นดาวโจนส์ของสหรัฐ ปิดที่ระดับ 14,357 เมื่อวันศุกร์ ที่ผ่านมา ปรากฏว่าทุบสถิติสูงสุดที่ทำไว้เมื่อปี 2007 ที่ระดับ 14,164 ไปเรียบร้อย หุ้นดาวโจนส์พังอย่างหมดท่า หลังจากฟองสบู่แตกเมื่อปี 2008 ดัชนีลงไปแตะระดับ 6,000 ปลายๆ เมื่อปี 2009 ดัชนีค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมาจากนโยบายการเงิน
การคลังที่อัดออกมาอย่างเต็มที่ของรัฐบาลนายโอบามา จะเห็นได้ว่า หุ้นดาวโจนส์ต่างจากหุ้นไทยและหุ้นญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด โดยใช้เวลาเพียง 3 ปีกว่าเท่านั้น ในการฟื้นตัวขึ้นมามากกว่าเท่าตัว แต่ถ้าดูไส้ในจริงๆ แล้วจะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้มีการฟื้นตัวอย่างมั่นคงแต่ประการใด ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วเศรษฐกิจติดลบ 0.1% ตัวเลขว่างงานยังสูงอยู่ระดับเกือบ 8%
การที่หุ้นพุ่งทะยานสูงอย่างนี้ สรุปได้อย่างแน่นอนว่า เกิดจากนโยบายพิมพ์เงินของนายเบน เบอร์นันเก ประธานของธนาคารกลางสหรัฐ เล่นสร้างฟองสบู่ด้วยการอัดสภาพคล่องที่ไม่มีขีดจำกัด อุ้มกันสุดตัวอย่างนี้ ยังไงหุ้นก็ต้องขึ้น แต่จะไปได้อีกกี่น้ำ เพราะว่าปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้ดีเป็นเงาตามตัว
ก็ต้องจับตาดูต่อไปว่า ตลาดหุ้นประเทศไหนจะไปก่อนกัน เพราะธรรมชาติของฟองสบู่คือ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มันต้องแตกสักวันหนึ่ง



