ข่าว

เกินเลย : วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน

เกินเลย : วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน

10 มี.ค. 2556

เกินเลย : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน :โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

               เคยเขียนในเฟซบุ๊คของตัวเองแบบขำๆ ว่า ถ้าต้องเลือก (และเลือกได้) ระหว่างมีปัญหาเรื่อง “เงิน” กับมีปัญหาเรื่อง “ความรัก” ก็น่าจะเลือกปัญหาประการหลังมากกว่า

                เพราะเวลาที่มีปัญหาเรื่องความรัก ไม่ว่าจะโทรศัพท์ขอคำปรึกษา ปรับทุกข์ ระบายความในใจกับใคร ก็ดูเหมือนผู้คนรอบข้างพร้อมที่จะรับฟัง ช่วยเหลือและหาทางบรรเทาทุกข์ให้ แตกต่างกับเวลาที่มีปัญหาเรื่องเงิน ที่หันหน้าไปพึ่งพาใครก็แทบไม่ได้ ที่เคยเป็นเพื่อนรักกัน พอมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์ที่เคยแนบแน่นก็คลายลงอย่างรวดเร็ว จากที่เคยโทรศัพท์หากันได้ ก็ถูกตัดสาย จากที่เคยเจอะเจอกันได้ ก็หายหน้าหายตากันไป

                หลังจากที่โพสต์ไปแบบนั้น ก็ได้รับเสียงตอบรับกลับมา ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย เพราะร้อยละร้อยของบทสรุปในการสนทนากับคนมีปัญหาเรื่องเงิน มักจะจบลงที่ “ขอยืมเงิน”

                ขออนุญาตเล่าประสบการณ์ที่เพิ่งเจอมากับตัวเอง และเรื่องที่เพิ่งรับทราบมาจากคนใกล้ตัว ซึ่งล้วนเป็นเรื่องปัญหาทางการเงินที่ดูธรรมดาๆ แต่เมื่อวิเคราะห์ปัญหาของแต่ละคน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า “จุดเริ่มต้นของปัญหา” ล้วนใกล้เคียงกัน
 กรณีแรก เป็นสตรีที่รู้จักคุ้นเคยกันมานาน ฐานะทางบ้านอยู่ในระดับที่เรียกว่า “ดีมาก” และตัวเองก็ทำงานในองค์กรมั่นคง จนไม่มีใครนึกว่า จะมีปัญหาทางการเงินแบบวัวพันหลัก ยิ่งแก้ยิ่งยุ่งเหยิงได้ขนาดนี้

                จุดเริ่มต้นของปัญหามาจากผู้ชายคนที่เธอคิดว่าจะลงหลักปักฐาน แต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกัน ต้องการซื้อบ้านมือสองไว้เป็นที่อยู่อาศัยของทั้งสองคน ทั้งๆ ที่ผู้หญิงมีบ้านที่อยู่กับพ่อแม่ และมีบ้านที่พ่อแม่ซื้อไว้อีกหนึ่งหลังแล้ว แต่ฝ่ายชายอ้างว่า ไม่อยากอาศัยใบบุญครอบครัวฝ่ายหญิง เดือดร้อนต้องไปซื้อบ้านมือสอง ซึ่งต้องใช้เงินซ่อมแซมหลายแสนบาท เมื่อรวมกับราคาบ้านที่จ่ายไปแล้ว อาจจะแพงกว่าซื้อบ้านใหม่ด้วยซ้ำ

                แต่เมื่อจะตามใจกัน ก็ต้องเลยตามเลย ลำพังเงินเดือนของฝ่ายหญิงและฝ่ายชายกับภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัสเอาการ สุดท้ายก็เลยหาทางออกด้วยการใช้บัตรเครดิตรูดซื้อค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมบ้าน และตัดสินใจกู้สินเชื่อส่วนบุคคล ประเภทเงินด่วนทั้งหลายในการจ่ายค่าจ้าง รวมถึงรายจ่ายอื่นๆ ไม่นับรวมหนี้ค่าบ้านที่ต้องกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 

                ปัญหาไม่น่าจะเกิด หากว่าทั้งคู่คำนวณดีๆ และสามารถผ่อนชำระหนี้บัตรได้ตรงตามเวลา แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะแม้ว่าจะมีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านและซ่อมแซมบ้านรออยู่อย่างมหาศาลแล้ว แต่ทั้งคู่กลับไม่ยอมลดทอนมาตรฐานการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ ลงเลย ฝ่ายชายยังออกรอบตีกอล์ฟกับเพื่อนเหมือนเดิม ฝายหญิงก็ยังคงเปลี่ยนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ หรือกล้องถ่ายรูปรุ่นใหม่ ราคาหลายหมื่นบาท

                จนผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลบ่อยๆ ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นทับทวีคูณจากหลักแสนต้นๆ เป็นเกินครึ่งล้าน !

                หนักกว่านั้น คือ แม้หนี้จะพอกพูนมากขึ้นขนาดนี้ แต่ทั้งสองกลับไม่ตระหนักและยอมเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของตนเอง ยังคงใช้รถยนต์คนละคัน ทั้งๆ ที่ขายออกไปเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ก็ได้ แต่พอใครแนะนำให้ขายรถ ก็ได้คำตอบเหมือนกันคือ “จำเป็นต้องใช้” หรือเมื่อแนะนำให้ขายทรัพย์สินอื่น ทั้งอุปกรณ์กอล์ฟ กล้องถ่ายรูป หรือแม้แต่เครื่องประดับ ก็ได้รับคำตอบเหมือนเดิม คือ ขายไม่ได้ เพราะเป็นของรัก ของหวง และจำเป็นกับชีวิตทั้งนั้น

                พอเพื่อนที่พอช่วยเหลือได้ยอมตัดใจให้ยืมเงิน ก็กลายเป็นไม่ใช้คืน ผิดคำพูด ไม่รักษาสัญญา จนเข้าหน้าใครไม่ติด ขออภัยที่ไม่อาจเล่าให้ฟังว่า บทสรุปของคนคู่นี้เป็นอย่างไร เพราะห่างหายกันไปนานแล้ว

                กรณีที่สอง เป็นคนไม่คุ้นเคย เรียกได้ว่า “ไม่รู้จักกันเลย” ก็ว่าได้ แต่เป็นเพื่อนของเพื่อนที่เดือดร้อนเรื่องเงิน เข้าขั้นวิกฤติจนต้องขอหยิบยืมจากเพื่อนของเพื่อนที่ตัวเองก็ไม่รู้จัก ลองหาข้อมูลพบว่า สามีรับราชการตำรวจ ส่วนภรรยาก็รับราชการเช่นกัน แน่นอนว่า อาชีพข้าราชการนั้นมั่นคงเสียยิ่งกว่ามั่นคง แม้ว่าเงินเดือนอาจจะไม่ได้มากมายเท่ากับการทำงานในบริษัทเอกชน แต่ทั้งคู่ก็มีสวัสดิการอื่นๆ ที่เลี้ยงชีพได้อย่างสบาย แต่เท่าที่ทราบ ฝ่ายหญิงก็ออกจะฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ค่าใช้จ่ายหลักๆ หนักไปทางเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ  

                หนแรกที่มีปัญหาต้องหยิบยืมเงินจากคนอื่น ก็อ้างว่า ลูกสาวบุญธรรมลงคอร์สเรียนกวดวิชา แต่ที่บ้านขาดเงิน จะบอกลูกว่าไม่มีเงินให้เรียน ก็กลัวลูกอายเพื่อน หลังจากนั้น ลูกสาวตัวเองเกิดอุบัติเหตุ ต้องใช้เงินรักษาตัว ทั้งๆ ที่พ่อแม่เป็นข้าราชการ ทั้งๆ ที่คู่กรณีก็รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ลูกสาวก็ยังตะลุยซื้อบัตรคอนเสิร์ตแบบไม่ยั้ง พอเจ็บไข้หรือมีเรื่องเดือดร้อน ก็ไม่มีเงินสำรองสำหรับรักษาตัว

                จริงๆ ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่พบเจอในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแล้วแต่มีปัญหารากเหง้าเหมือนกัน นั่นคือ ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักพอ มีน้อยใช้มาก มีมากยิ่งใช้มาก ใช้ชีวิต มีความเป็นอยู่เกินฐานะ ต่อให้มีเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้

                น่าเศร้าที่ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนรู้จักหรือคนไม่รู้จักแค่ไม่กี่คน เพราะข้อมูลล่าสุดที่คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ เพิ่งจะเปิดเผยออกมาเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ยิ่งทำให้สะท้อนสะท้านใจมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของหนี้ครัวเรือน ที่สภาพัฒน์กำลังเป็นห่วงว่า ครัวเรือนไทยนั้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็น “หนี้ซ้ำซ้อน” จากการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

                สภาพัฒน์เปิดเผยว่า ขณะนี้มียอดค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมมูลค่าถึง 2.9 ล้านล้านบาท ซึ่งกว่า 21% เป็นการเพิ่มขึ้นในกลุ่มสินเชื่อซื้อรถยนต์ ส่วนอีก 33% เป็นสินเชื่อซื้อรถจักรยานยนต์ และเป็นสินเชื่อเพื่อบริโภคส่วนบุคคล 29% ซึ่งนอกจากสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นแล้ว ยังพบว่า ตัวเลขผิดนัดชำระหนี้ยังคงอยู่ในระดับสูง สวนทางกับการออมภาคครัวเรือนที่ลดลงต่ำเหลือเพียง 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทางเศรษฐกิจ

                ที่สำคัญ สภาพัฒน์ยังพบว่า ครัวเรือนไทยกว่า 54% ไม่มีความสามารถในการออมเงิน

                ลำพังมีปัญหาเรื่องออมเงิน โดยจำกัดจำเขี่ยเรื่องการใช้จ่าย ก็นับว่าลำบากแล้ว แต่กลับมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเรื่องเงินออม แต่ใช้ชีวิตเกินเลย เป็นชีวิตที่ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหาและความเดือดร้อนให้กับคนอื่นอีกต่างหาก

...................................

(เกินเลย : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน :โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )