ข่าว

ไกล่เกลี่ยเหลว!'มาร์ค'ฟ้อง'ตู่'หมิ่น

ไกล่เกลี่ยเหลว!'มาร์ค'ฟ้อง'ตู่'หมิ่น

08 มี.ค. 2556

ไกล่เกลี่ยเหลว!'มาร์ค'ฟ้องหมิ่น'ตู่'สั่งฆ่าประชาชน ขณะที่'จตุพร'ไม่ยอมรับว่ากล่าวหา ด้าน'อภิสิทธิ์'ชี้คำพูดร้ายแรงเกินกว่าที่จะยอมรับได้ ขอเข้ากระบวนการสืบพยาน

               เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลนัดไกล่เกลี่ยคดีหมายเลขดำ อ.4176/2552 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332 กรณีเมื่อวันที่ 11 ต.ค.52 นายจตุพร ขึ้นปราศรัยเวที นปช. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และวันที่ 17 ต.ค.52 ที่เวทีทำเนียบรัฐบาล กล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ ทำนองว่า ยึดพระราชอำนาจ โดยไม่เสนอให้มีการถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เป็นฆาตกร อาชญากร สั่งทหารฆ่าประชาชนและสร้างสถานการณ์การจลาจลที่บริเวณ สามเหลี่ยมดินแดง นางเลิ้ง และ ถ.เพชรบุรี ซอย 5 และ ซอย 7 ช่วง เดือน เม.ย. 52 และ เหตุการณ์จลาจลช่วงประชุมผู้นำอาเซียน ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

                อย่างไรก็ดีการ ไกล่เกลี่ยครั้งนี้ ศาลได้แต่เพียงเรียกให้นายอภิสิทธิ์ โจทก์ และนายจตุพร จำเลย มาพูดคุยต่อหน้าศาลเพียงลำพัง โดยไม่อนุญาตให้ทนายความและบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องร่วมฟังการเจรจา ซึ่งการเจรจาใช้เวลา ประมาณ 1 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ แต่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลจึงให้สืบพยานจำเลย ซึ่งนายจตุพร จำเลย ได้ขึ้นเบิกความเพียงปากเดียว

                ภายหลัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การไกล่เกลี่ยคดีวันนี้ไม่สำเร็จ ซึ่งศาลให้คู่ความมาแถลงกันต่อหน้าศาลโดยไม่มีบุคคลอื่นอยู่ด้วย ซึ่งนายจตุพร แถลงต่อศาลเสนอว่า ขอถอนคำพูดเหมือนที่ทำในสภา ซึ่งการที่นายจตุพร เสนอจะถอนคำพูดก็ไม่ได้จะบอกว่าสิ่งที่ตนพูดจริงหรือไม่จริง ถูกหรือไม่ถูกเพียงแต่ให้ถือว่าไม่ได้พูดแค่นั้น ขณะที่ตนได้แถลงต่อศาลว่าการมาขึ้นศาลเพื่อพิสูจน์ความจริง หากจำเลยยอมรับว่าสิ่งที่พูดไม่เป็นความจริงก็จะเป็นจุดที่เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ แต่จำเลยก็ไม่ยอมรับ คดีจึงต้องสืบพยานจำเลยต่อไป เพราะฝ่ายโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว

                ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้แนวทางแก้ปัญหาชายแดนใต้ในการลงนามสันติภาพกับกลุ่มผู้ก่อการบีอาร์เอ็น ด้วยว่า การพูดของ ร.ต.อ.เฉลิม เมื่อฟังแล้วยังไม่ได้อะไรเพิ่มเติม ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไมใช่ผู้ที่มีบทบาทในการลงนาม แต่ผู้ที่มีบทบาท คือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต.ที่จะต้องให้เข้ามาประสานงานกับ สมช.ประเทศมาเลเซีย ขณะที่คำพูดของ ร.ตอ.เฉลิม ที่ว่า ดีกว่าอยู่เฉยๆ นั้น ตนเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นต้องระมัดระวังและทำให้ถูกต้อง ซึ่งไม่อยากให้เป็นเพียงแค่เรื่องการเมือง แต่รัฐบาลต้องมีความจริงใจต้องทำให้มีความรัดกุมและเกิดความปลอดภัย ขณะที่เอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับการลงนาม ตนเห็นว่า เพียงแต่เป็นการแสดงเจตนาของรัฐบาลไทยเพียงฝ่ายเดียวที่จะให้เขามาพูดคุย แต่ไม่มีอะไรที่เป็นข้อผูกมัดเขาแถมยังต้องให้มีการคุ้มครองความปลอดภัยกับผู้ที่เข้ามาคุยเท่านั้น ทั้งนี้ในวันที่ 28 มี.ค.ก็ต้องรอดูการพูดคุยอีกครั้งว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรหรือไม่ในพื้นที่

                “ หัวใจของเรื่องนี้ คือ คนที่มีอำนาจสั่งการในพื้นที่ได้เข้ามาร่วมในการพูดคุยจริงหรือไม่ และได้เข้ามาร่วมที่จะนำไปสู่คำตอบร่วมกันหรือไม่ หากคนในพื้นที่เห็นว่าเขาไม่ได้รับความสนใจหรือไม่มีส่วนร่วมก็จะมีปฏิกริยาในพื้นที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์ได้อีก ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว