
สบายกว่ากันเยอะเลย
สบายกว่ากันเยอะเลย : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
ในการมอบรางวัล “นักเขียนอมตะ” ครั้งที่ 6 แก่ “ลาว คำหอม" และ “พนมเทียน” เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา ท่านอานันท์ ปันยารชุน ประธานกรรมการตัดสินกิตติมศักดิ์ ซึ่งเป็นประธานในพิธี ได้กล่าวปาฐกถามีความตอนหนึ่งว่า ท่านอยากให้กลับไปใช้คำว่า สยาม หรือสยามประเทศ มากกว่าคำว่า ไทย หรือประเทศไทย เพราะดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันนี้นั้น ประกอบด้วยกลุ่มชนหลายสิบกลุ่ม ซึ่งมีความแตกต่างกันทางชาติพันธุ์ ศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม และคนที่เรียกตัวเองว่าไทยในทุกวันนี้ ก็เกิดจากการผสมผสานของคนที่มีความแตกต่างกันเหล่านั้น โดยมีเชื้อสายของจีน ลาว มอญ และอื่นๆ ปะปนอยู่ในตัว
ท่านอานันท์ กล่าวว่า ความแตกต่างนั่นเองคือความเข้มแข็งของสยาม
เรื่องนี้ หากย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ยุคต้นรัตนโกสินทร์ เราก็จะพบว่า คนไทยที่แตกฉานซ่านเซ็น หลังเสียกรุงศรีอยุธยาเข้ามาอยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์นั้น มีจำนวนไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่ถูกกวาดต้อนไปอยู่เมืองพม่า ดังนั้นประชากรในกรุงเทพฯ สมัยนั้น ส่วนหนึ่งคือมอญที่ลี้ภัยพม่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร คนจีนที่เข้ามาใช้แรงงาน คนลาว คนเขมร หรือคนในหัวเมืองภาคใต้ ที่ถูกกวาดต้อนมา ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่า ผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์เหล่านี้ก็คือบรรพชนของคนไทยในปัจจุบัน และก็คงปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า ความแตกต่างของผู้คนเหล่านั้น คือพื้นฐานที่แข็งแกร่งของคนไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นชาติใหม่ที่มีอายุใกล้เคียงกับกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นชาติที่ประกอบด้วยคนหลายชาติที่อพยพมาจากที่ต่างๆ แต่อเมริกาก็ใช้ความแตกต่างนี้ สร้างวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นได้ เพื่อหล่อหลอมคนในชาติเข้าด้วยกัน ด้วยการดึงเอาจุดเด่นในตัวของคนเหล่านั้นออกมา และทำให้คนอื่นๆ ยอมรับ ซึ่งเรื่องนี้อาจจะต้องเริ่มที่การให้ความเคารพในสิ่งที่ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม หรือความคิด และมองเห็นความแตกต่างนั้นเป็นสิ่งที่สวยงาม ผมคิดว่า การเคารพซึ่งกันและกันนี่แหละครับ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกัน เพราะคนที่ดูถูกดูแคลนกันหรือเห็นว่าสิ่งที่ตนเองเป็น สิ่งที่ตัวเองมี เป็นสิ่งที่ดีกว่าผู้อื่นนั้น ย่อมไม่มีทางที่จะอยู่ร่วมกับใครได้
คนไทยเรานั้น ถูกปลูกฝังเรื่องความเก่ง ความเหนือกว่าคนอื่น และถูกปลุกเร้าด้วยลัทธิคลั่งชาติหรือหลงชาติ มาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งแม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คนไทยบางกลุ่มก็ยังฝังหัวในเรื่องดังกล่าวอย่างไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งสิ่งนี้ได้กลายเป็นลูกตุ้มเหล็กที่ถ่วงข้อเท้าของประเทศไทย ทำให้ไม่อาจก้าวทันใครต่อใครได้ แต่หากเมื่อไรก็ตามที่เรารู้จักที่จะเคารพคนอื่น ยอมรับในความแตกต่าง และใช้ความแตกต่างให้เป็นประโยชน์ ผมก็เชื่อว่าเราจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกบ้านเราได้ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน
อะไรที่มันหนักไป มากไป ก็ลดๆ มันลงเสียบ้างเถอะครับ จะมัวเป็นนักโทษของความหลงตัวเอง แล้วเดินลากลูกตุ้มต่อไปทำไม สู้ปลดลูกตุ้มเหล็กออก และให้ความเคารพ ความรัก กับผู้อื่น ยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น ก็จะสบายกว่ากันเยอะเลย



