
มองอีกมุมเรื่องการลงนามดับ'ไฟใต้'
มองอีกมุมเรื่องการลงนามดับ'ไฟใต้' : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์
เสียงสะท้อนจากสังคมกรณีการลงนามเจตนารมณ์ร่วมเพื่อพูดคุยสันติภาพระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติและกลุ่มแนวร่วมเพื่อการปฏิวัติแห่งชาติ (บีอาร์เอ็น) นั้น เป็นไปอย่างหลากหลาย มีการตั้งข้อสงสัยมากมายหลายประเด็น ไล่ตั้งแต่การลงนามครั้งนี้จะเป็นการยกระดับปัญหาไปสู่เวทีสากลหรือไม่ กลุ่มผู้แทนจากขบวนการบีอาร์เอ็นที่ร่วมลงนามมีอำนาจสั่งการในพื้นที่ชายแดนใต้มากน้อยแค่ไหน ไปจนถึงการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการจัดฉากเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาลไทยและมาเลเซียหรือไม่ อย่างไร?
ผมเองก็มีข้อสงสัยไปในทิศทางนั้นอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ผมอยากชวนให้มองในอีกมุมหนึ่ง เพราะต้องยอมรับว่า ตลอดช่วงเวลาเกือบ 10 ปี ที่สถานการณ์ “ไฟใต้” ได้ปะทุขึ้นระลอกใหม่ เราพยายามทุ่มสรรพกำลังและทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาความรุนแรง แต่เรากลับไม่เคยเห็นสัญญาณใดที่จะทำให้ชายแดนใต้เกิดสันติภาพอย่างเป็นรูปธรรมเลย จนกระทั่งมีการลงนามดังกล่าว ซึ่งประชาชนในพื้นที่เห็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน
ขณะเดียวกัน การลงนามดังกล่าวก็ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ เพราะการลงนามครั้งนี้ถือเป็นการยอมรับกลุ่มคนที่เห็นต่างจากรัฐอย่างเป็นทางการ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้ที่ผ่านมาจะมีการพูดคุยกันแบบลับๆ กับคนที่เห็นต่าง แต่รัฐก็ไม่เคยยอมรับการมีตัวตนของคนเหล่านี้ และความเห็นต่างของพวกเขาก็ไม่เคยมีความสำคัญอะไรในสายตาของรัฐ โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงบางส่วนในอดีตที่มักแบ่งกลุ่มชาวมลายูออกเป็น 2 ส่วนชนิดขาวกับดำ คือหากไม่มองว่าคนพวกนี้เป็นคนที่ "จงรักภักดีต่อรัฐ" ก็เป็นพวก "แบ่งแยกดินแดน" ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ ท้ายที่สุดกลายเป็นกำแพงกีดกั้นไม่ให้เกิดการแก้ปัญหาโดยใช้การเจรจาพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน
แม้มุมมองที่เป็นอนุรักษนิยมแบบนี้จะเปลี่ยนไปมากแล้วในปัจจุบัน แต่ก็ไม่มีตัวชี้วัดใดที่จะสะท้อนการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของฝ่ายความมั่นคง (อย่างน้อยก็บางส่วน) ได้ดีเท่ากับการลงนามแสดงเจตนาที่จะร่วมพูดคุยกับกลุ่มคนที่เห็นต่างในครั้งนี้ นั่นย่อมสะท้อนถึงความก้าวหน้าของฝ่ายความมั่นคงไทยประการหนึ่ง และเป็นการเปิดพื้นที่สำหรับกลุ่มที่ก่อความไม่สงบทั้งหลายให้มีช่องทางในการต่อสู้อย่างสันติวิธีในอีกประการหนึ่ง
หากวันนี้เราจะแบ่งชนชั้นนำและผู้นำทางความคิดของชาวมลายูมุสลิม ก็อาจแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่คือผู้ที่ปฏิเสธแนวคิดการกอบกู้เอกราชรัฐปาตานีและไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง กลุ่มที่สองซึ่งมีจำนวนรองลงมาคือ ผู้ที่ยังมีแนวคิดกอบกู้เอกราชรัฐปาตานีอยู่ แต่ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงอย่างไร้ขอบเขต และกลุ่มสุดท้ายซึ่งมีอยู่จำนวนไม่มากนักคือ พวกที่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนและใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ถ้าเป็นอย่างนี้ กลุ่มบีอาร์เอ็นที่ได้ลงนามพูดคุยสันติภาพกับสภาความมั่นคงแห่งชาติและแกนนำกลุ่มพูโลที่ออกมาให้สัมภาษณ์โทรทัศน์ช่องหนึ่งก่อนหน้านี้ ก็คงจัดอยู่ในกลุ่มประเภทที่สองคือ ผู้ที่ยังมีแนวคิดกอบกู้เอกราชรัฐปาตานีอยู่ แต่ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงอย่างไร้ขอบเขต การดึงคนเหล่านี้ให้เข้ามาร่วมในกระบวนการสานเสวนามิได้สร้างผลร้ายอันใดต่อประเทศ เพราะเป็นการพูดคุยกับคนไทยเหมือนกันภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญของประเทศ ขณะเดียวกันรัฐก็จะได้รับรู้ปัญหาความคับข้องหมองใจของคนอีกส่วนหนึ่งที่เห็นต่าง อันจะนำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาไฟใต้อย่างถูกวิธีในอนาคต
ในอีกด้านหนึ่ง การที่กลุ่มขบวนการเหล่านี้สามารถถอยห่างออกมาจากการใช้ความรุนแรงหรือไม่ยอมรับวิธีการรุนแรงแบบไร้ขอบเขตอย่างที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ ก็จะทำให้แนวร่วมของกลุ่มที่สามหรือกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงมีจำนวนลดน้อยถอยลง จนในที่สุดก็อาจจะหมดความชอบธรรมและไม่สามารถเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบได้ง่ายๆ อีกต่อไป
แม้กระนั้นก็ใช่ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นขณะนี้จะหมดไปในทันใดหลังเริ่มการเจรจาพูดคุย เพราะปัญหา "ไฟใต้" เป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนานและมีความสลับซับซ้อนมากกว่าจะฝากความหวังไว้ที่กระบวนการเจรจาสันติภาพเพียงอย่างเดียว การพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ ความไม่เข้าใจในศาสนาและวัฒนธรรมของชาวมลายูมุสลิม ความผิดพลาดในการปราบปรามและการจับกุมคุมขัง และการส่งข้าราชการอ่อนด้อยลงไปทำงานในพื้นที่ ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดการแข็งขืนต่อรัฐที่ยากต่อการแก้ไขให้หมดไปเพียงชั่วข้ามคืน



