ข่าว

ไม่ถูกใจท่านเพราะ'ทฤษฎี'กับ'ปฏิบัติ'มัน'มีช่องว่าง'

ไม่ถูกใจท่านเพราะ'ทฤษฎี'กับ'ปฏิบัติ'มัน'มีช่องว่าง'

08 มี.ค. 2556

ไม่ถูกใจท่านเพราะ'ทฤษฎี'กับ'ปฏิบัติ'มัน'มีช่องว่าง' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

                มีหลายเรื่องราวและคดีความซึ่งอยู่ในความสนใจของสังคมและมีคนตั้งคำถามเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ "กรณีศาลแพ่งสั่งให้เทเวศประกันภัยชดใช้บริษัทเซ็นทรัลพัฒนากว่าพันล้านบาท เพราะเพลิงไหม้ ไม่ใช่การก่อการร้าย" "กรณีรอลงอาญาของ หมูแฮม" รวมไปถึงเรื่อง "การรับฝากทรัพย์จำนวนมาก กระทั่งเป็นกรณีลุกลามบานปลาย" อีกทั้งเรื่องของ "โพลล์พลาดพลั้งเสียท่า" เรื่องทั้งหมดผมจะขอเหมารวบยอดทีละเรื่องทีละประเด็นว่า ช่องว่างความห่างของทฤษฎีและหลักปฏิบัติเป็นปัญหาอย่างไร

               กรณีของ "เทเวศประกันภัย กับ เซ็นทรัล" ผมต้องเรียนว่า ไม่ทราบรายละเอียดการแถลงคดีต่อศาลของคู่กรณีว่ามีเนื้อหาสาระประการใด แต่เชื่อว่า "ศาล" ท่านคงดูในเงื่อนไข กรมธรรม์ ยกตัวอย่างในเรื่องคล้ายๆ กันที่โรงภาพยนตร์บริเวณสยามสแควร์ซึ่งเป็นทรัพย์สินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกไฟไหม้ในเหตุการณ์ดังกล่าว เท่าที่ผมทราบมา ทางจุฬาฯ โชคดีมีกรมธรรม์ ทั้งที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ และเรียกค่าเสียหายไม่ได้ ถือเป็นการซื้อครอบคลุมในขณะที่ผู้ประกอบการอื่นๆ มักมองข้ามด้วยมีค่าเบี้ยประกันสูงเกินความจำเป็น แต่เพราะจุฬาฯ ได้มีการทำกรมธรรม์อยู่หนึ่งฉบับครอบคลุมถึงการจลาจล ทำให้สามารถเรียกค่าชดเชยได้กว่าห้าสิบล้านบาท

               ในกรณีของเซ็นทรัลพัฒนา ผมเข้าใจว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง บริษัทน่าจะไม่มีกรมธรรม์ครอบคลุมการก่อการร้าย แต่ตามความเชื่อของผมวิเคราะห์ว่า ในกรณีนี้ศาลอาจพิจารณาว่า พฤติการณ์ในการชุมนุมมีหลายส่วน การกระทำต่างๆ มีการแยกส่วนออกจากกัน โดยหลักทางคดีแพ่ง ข้อต่อสู้ของบริษัทประกันภัยจะต้องรับภาระเป็นผู้พิสูจน์ด้วยตัวเองอย่างเข้มข้น ต่างกับ "คดีอาญา" ซึ่ง "รัฐจะถือเป็นผู้เสียหายร่วมอยู่ด้วย" ทำให้ทางภาคเอกชนอย่างบริษัท เทเวศประกันภัย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง ไม่ใช่ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ ผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากการตั้งร้านรวงในห้างแล้วถูกเพลิงไหม้ ทำให้ไม่มีข้อมูลครอบคลุม หรือหลายเรื่องน่าจะยากเกินกว่าที่บริษัทประกันภัยจะรับรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคคลสวมชุดดำ การใช้อาวุธสงคราม ในลักษณะของการก่อการร้าย การจะนำสืบเชื่อมโยงพฤติการณ์เหล่านี้กับเหตุเพลิงไหม้กระทั่งเป็นสาเหตุสำคัญให้ผู้เอาประกันเสียหายจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

               อย่างไรก็ดี บริษัทยังมีโอกาสอุทธรณ์ ฎีกา ได้อยู่ ยกตัวอย่างหากการแถลงต่อศาลในครั้งแรก บริษัทอาจได้ทักท้วงให้มีการ "รอผลในคดีอาญา ซึ่งเชื่อว่ามีหลายคดีเกี่ยวเนื่องที่กำลังพิสูจน์ความผิดในการกระทำซึ่งเข้าเงื่อนไขที่เขาไม่ต้องรับผิด นั่นคือ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการก่อการร้าย" นั่นคือ ในทางทฤษฎีหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาถือหลักว่า การรับผิดทางแพ่งจะไม่มีส่วนในการผูกพันคำพิพากษาในคดีอาญา ด้วยมองเป็นส่วนย่อยระหว่างเอกชนกับเอกชน แต่ในทางกลับกัน คำพิพากษาศาลอาญาหากมีความผิดในคดีเกี่ยวเนื่องกันจะมีผลผูกพันในคดีแพ่งด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ผมไม่ได้ไปร่วมรับฟังหรือได้เห็นเนื้อหาในสำนวนคำแถลงของคู่กรณี ทำให้ไม่อาจทราบในรายละเอียด แต่หากได้มีการทักท้วงแล้ว เมื่ออุทธรณ์ขึ้นไปทางศาลสูงอาจมองต่างจากศาลชั้นต้น และให้มีการพิจารณาคดีใหม่ เช่น หากมีคดีอาญาฟ้องร้องต่อเนื่องเหตุการณ์เดียวกัน อยู่ในศาลอาญา ก็อาจขอให้ศาลแพ่งรอคดีอาญาให้เสร็จก่อน ค่อยเริ่มพิจารณาคดีทางแพ่งก็สามารถกระทำได้ ถือเป็น "ความสวยงาม" ของความมีอิสระกันของแต่ละชั้นศาลในการใช้ดุลพินิจบนพื้นฐานความไม่มีอคติ สุจริตและเที่ยงธรรม

               ส่วนเรื่องของ "หมูแฮม" นายกัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ ซึ่งเพิ่งมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลงมา "ให้รอลงอาญา" ในคดีต่างกรรมต่างวาระเมื่อหลายปีก่อน เกี่ยวกับการขับรถเบนซ์แล้วเกิดกรณีวิวาทมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเหตุการณ์เกี่ยวเนื่อง เป็นที่สนใจของสาธารณชนอย่างล้นหลาม เรื่องนี้ทางอัยการ "ผู้ฟ้องร้องในคดีอาญา ในฐานะตัวแทนของรัฐ" โดยหลัก "ทฤษฎี" มีสิทธิในการฎีกาขึ้นไป หรือหากทางคู่กรณียอมความกัน และคดีอาจอยู่แค่การ "คุมประพฤติ" ก็ไม่ควรให้ "หมูแฮม" ขับรถ เพราะทราบจากสื่อทำนองว่า ยังจะต้องมีการปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรักษาอาการที่อ้างกันว่าเป็นต้นเหตุของคดีโศกนาฏกรรมดังกล่าว และทุกครั้งในการรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติอาจต้องนำใบรับรองแพทย์มาแสดงถึงการเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

               ขณะเดียวกันเรื่องหลักในการตรวจสอบความโปร่งใสของทรัพย์สินหนี้สินนักการเมือง และบุคคลเกี่ยวข้อง พบว่า ในทางหลักการทางทฤษฎี และแนวทางในการปฏิบัติ มีช่องว่างอยู่อีกมาก เพราะการเริ่มกระบวนการตรวจสอบการปกปิดทรัพย์สินตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ป.ป.ช. บัญญัติไว้ชัดเจนทำนองว่า ผู้ใดมีทรัพย์สินหนี้สินที่แตกต่างจากที่แจ้ง และมากกว่ารายได้ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐพึงมีพึงได้ สามารถเชื่อมโยงนำไปสู่ข้อกล่าวหาการร่ำรวยผิดปกติได้ แต่การดำเนินคดีปกปิดทรัพย์สินและกรณีร่ำรวยผิดปกติ ถ้าไต่สวนไม่ถึงว่าได้เงินจากการทุจริตโครงการต่างๆ หรือมาจากการฟอกเงิน การยักยอกเบียดบังทรัพย์สินของรัฐ มีโทษจำคุกมากสุดหกเดือน พร้อมกับยึดทรัพย์ที่เพิ่มผิดปกติ (ขอให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน) ซึ่งมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่ด้วยมีส่วนเกี่ยวพันกับตัวทรัพย์จึงมีลักษณะคล้ายคดีทางแพ่ง แต่โทษสำหรับคนกระทำผิดและสมคบคิดยังไม่หนักหนาอย่างที่หลายท่านต้องการ

               เช่นเดียวกับ "โพลล์หลายสำนักพลาดพลั้งเสียท่าในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม." เกิดความผิดพลาดในทาง "ปฏิบัติครั้งใหญ่อย่างไม่น่าอภัย" ได้ยินข้ออ้างว่า ทำกันมาถูกต้องในทาง “ทฤษฎี” สำนักโพลล์ต่างๆ ล้วนยืนยันในหลักการระเบียบวิธีวิจัยที่ กกต.ขณะนี้ได้เรียกแบบสอบถามและเครื่องมือในการศึกษาวิจัยไปตรวจสอบอยู่ ซึ่งต้องยอมรับความจริงกันสักทีว่า "ความผิดพลาดซ้ำซากเช่นนี้" ผมยังไม่เห็นคำอธิบายหรือข้อแก้ตัวใดๆ มาทำให้แต่ละท่านดูดีขึ้นได้เลย ยิ่งกว่านั้น ยิ่งพูด ยิ่งแก้ตัว ก็ยิ่งทำให้คุณค่าความน่าเชื่อถือของนักวิชาการแต่ละท่านเข้ารกเข้าพงกู่ไม่กลับกันเป็นแถว ขอแนะนำว่า อย่าสวนกระแสทำโพลล์แก้ตัว ออกมาอย่างต่อเนื่องในเวลานี้จะดีกว่า นักทำโพลล์ทั้งหลายควรหาเวลานั่งนิ่งๆ พิจารณาว่าระหว่าง ทฤษฎี หรือ “มาตรฐาน บรรทัดฐานทางสังคมที่ควรยึดเหนี่ยว” อะไรคือข้อบกพร่องกระทั่งทำให้ความผิดพลาดมันเกิดได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า