
ฝักใฝ่การเมือง
ฝักใฝ่การเมือง : เลียบค่าย โดยช้างพลาย
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครหมายเลข 9 ในนามพรรคเพื่อไทย พ่ายแพ้ให้แก่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครหมายเลข 16 ในนามพรรคประชาธิปัตย์
คะแนนเสียงหลักล้านทิ้งห่างกันเพียงแค่หลักแสน!
แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า พล.ต.อ.พงศพัศ ก็ได้รับความนิยมชื่นชอบจากประชาชนบางคนบางกลุ่มจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สุดท้ายต้องการให้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในกรุงเทพมหานคร
เมื่อผิดหวังเก้าอี้ตัวใหญ่ พล.ต.อ.พงศพัศ บอกทำนองว่าต้องรอหารือ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับมาจากการปฏิบัติราชการในต่างประเทศก่อนค่อยตัดสินใจอนาคตหน้าที่การงาน
การกลับเข้ารับราชการในตำแหน่ง "รองผบ.ตร." เพียงแค่คณะกรรมการการเลือกตั้ง รับรองผลอย่างเป็นทางการให้ยื่นความประสงค์ขอกลับเข้ารับราชการต่อผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดภายใน 30 วัน
ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. อนุมัติก็จะเข้าที่ประชุม ก.ตร.ลงมติเห็นชอบให้กลับเข้ารับราชการ
ไม่จำเป็นต้องรอหารือ แต่หากตั้งข้อสังเกตว่ารอเพื่ออะไร ?
น่าสนใจคำพูดของบุคคลที่มีคุณวุฒิและวัยวุฒิบางท่านเช่น พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ กล่าวทำนองว่า การกลับเข้ารับราชการกฎหมายเปิดช่องไว้ ความเหมาะสมหรือ "ขัดจริยธรรม" หรือไม่ อยู่ที่การทำหน้าที่
"ลาออกไปสมัครเลือกตั้งสังกัดพรรคการเมืองแล้ว เมื่อกลับเข้ารับราชการอีกครั้งไม่ว่าจะเป็นรอง ผบ.ตร.หรืออาจขึ้นเป็น ผบ.ตร. แต่หากฝักใฝ่การเมือง วางตัวไม่เป็นกลาง ก็ถือว่าขัดกับกฎหมาย"
เช่นเดียวกับ "สุขุม นวลสกุล" นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ให้ความเห็นโดยสรุปว่า ลงสมัครสังกัดพรรคเท่ากับประกาศตัวแล้วว่าอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง หากกลับไปเป็นตำรวจทำหน้าที่พิทักษ์ความยุติธรรม จะเป็นที่หวาดระแวง
ฉะนั้น พล.ต.อ.พงศพัศ มีสิทธิขอกลับรับราชการได้ แต่ผู้บังคับบัญชาก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธได้เช่นเดียวกัน ?
คำว่า "ฝักใฝ่" ความหมายคือเอาใจใส่ผูกพัน ซึ่งอีกไม่กี่วันข้างหน้าขึ้นอยู่กับ พล.ต.อ.พงศพัศ ตัดสินใจอย่างไรกับเส้นทางอนาคตของตนเอง
แล้วสามารถแสดงสปิริตให้เห็นว่าไม่ยึดติดกับอำนาจ แล้วพฤติกรรมพฤติการณ์ไม่ได้ฝักใฝ่การเมืองอย่างที่หลายฝ่ายมอง จะได้ไม่ขัดจริยธรรม !!



