ข่าว

ต่างชาติครอบงำธุรกิจ-ปัญหาที่รอสะสาง

ต่างชาติครอบงำธุรกิจ-ปัญหาที่รอสะสาง

09 มี.ค. 2556

ต่างชาติครอบงำธุรกิจ ปัญหาท้องถิ่นที่รอการสะสาง : ทีมข่าวภูมิภาค ... รายงาน

                         นับจากการรวมตัวกันของผู้ประกอบอาชีพขับรถบริการสาธารณะ ในนามของ "ชมรมแท็กซี่บางเทา" กว่า 100 คน ที่พากันไปรวมตัวที่ด้านหน้าสำนักงานบริษัท อเล็กซ์ ฮอลิเดย์ ทัวร์ จำกัด ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซึ่งรับรู้กันว่าประกอบธุรกิจทางด้านนำเที่ยว ทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติในแง่ของการบริหารและจัดการธุรกิจ เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา และบทสรุปของเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็คือ ผู้ชุมนุมได้ยื่นหนังสือถึง พิภพ สุดขาว ปลัดอำเภอถลาง ทำหน้าที่แทนนายอำเภอถลาง เพื่อส่งต่อไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยเนื้อหาของข้อร้องเรียนคือ "การเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐบังคับใช้กฎหมายกับชาวรัสเซียที่เข้ามาแย่งอาชีพของคนไทย ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อคนในพื้นที่"

                         ต่อเนื่องมาถึงความเคลื่อนไหวของชมรมพัทยาสปา ในจ.ชลบุรี ที่ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจ.ชลบุรี เพื่อขอให้เข้าตรวจสอบการประกอบธุรกิจสปาในเมืองพัทยา ที่พบว่ามีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ทั้งรัสเซีย เกาหลี และจีน ที่เข้ามาซื้อกิจการสปา เพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยวของตัวเอง รวมไปถึงการที่ผู้ลงทุนต่างชาติจัดตั้งบริษัท มีคนไทยถือหุ้นแทน จนเป็นที่คาดการณ์กันว่า ด้วยจำนวนสถานประกอบการสปา ที่ได้มาตรฐานกว่า 100 แห่ง ในเเมืองถึงร้อยละ 50 ที่ตกอยู่ในการครอบครองของชาวต่างชาติ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่ตำรวจสภ.เกาะสมุย ร่วมกับตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีจับกุมชาวรัสเซีย 2 ใน 3 คน ที่ร่วมกันก่อเหตุกรรโชกทรัพย์ และเรียกค่าไถ่จากนักธุรกิจชาวรัสเซียในวงเงิน 2 ล้านบาท

                         โดยที่เหยื่อวัย 33 ปี รายนี้มีอาชีพเป็นทนายความและทำธุรกิจบาร์เบียร์อยู่ที่เกาะสมุย ต้องจ่ายเงินเป็นค่าคุ้มครองทางธุรกิจ ให้ชาวรัสเซียด้วยกันไปแล้วในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รวม 1.6 ล้านบาท และถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มอีก 1 ล้านบาท ในเดือนกุมภาพันธ์ แต่เนื่องจากผู้เสียหายปฏิเสธจึงถูกทำร้ายร่างกายและนำตัวมากักขังเอาไว้ กระทั่งตำรวจเข้าให้การช่วยเหลือนำมาจากที่ถูกคุมขัง และจับกุมชาวรัสเซีย 2 ใน 3 คน ที่ร่วมกันก่อเหตุเอาไว้ได้ เหตุเกิดวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พิจารณาจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เหล่านี้ คือภาพความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เพราะผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงก็คือชาวรัสเซีย เป็นการขยายบทบาทของตัวเองสู่การทำธุรกิจในไทยที่พบว่ามีช่องทาง และการก่อคดีอาชญากรรมขึ้นมา โดยมีเป้าหมายคือชาวรัสเซียด้วยกันเอง

                         ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่ตรวจสอบสถานะบริษัทในไทยที่มีต่างชาติถือหุ้นตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542  โดยพบว่าบริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นอยู่ไม่เกิน 49.99% และอยู่ในฐานะที่สุ่มเสี่ยงว่าเป็นการให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) ข้อมูลที่พบว่าเข้าข่ายมีมากกว่า 100 ราย และนั่นคือสถานประกอบการหรือกิจการที่ตั้งอยู่ในชลบุรี อันมีศูนย์กลางการท่องเที่ยวสำคัญอยู่ที่เมืองพัทยา และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีพื้นที่ศูนย์กลางทางธุกิจอยู่ที่อ.หัวหิน  ทั้งนี้ ข้อมูลที่พบจากการเข้าตรวจสอบก็คือ ต่างด้าวที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทนั้นๆ มีอำนาจการบริหารมากกว่าคนไทยที่ถือหุ้นมากกว่า

                         ส่วนกิจการที่ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติในการเข้ามามีบทบาทก็คือ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และค้าที่ดิน อันเป็นธุรกิจซึ่งอยู่ในบัญชีแนบท้ายของพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว บัญชี 1 ห้ามไม่ให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในไทย ส่วนบัญชี 2 ต้องขออนุญาตจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน และบัญชี 3 ต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ถึงจะดำเนินการได้

                         ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังพบว่า นอกจากชลบุรีและประจวบคีรีขันธ์แล้ว จังหวัดอื่นที่มีการเติบโตทางด้านธุรกิจพัฒนาที่ดิน ประกอบด้วย ภูเก็ต เชียงใหม่ เชียงราย และสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) ล้วนแต่มีการลงทุน โดยต่างชาติที่ใช้ชื่อคนไทยเป็นผู้ประกอบการแทน  

                         "กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ส่งคณะทำงานเข้ามาตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทต่างชาติในภูเก็ต  ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะมีบริษัทของต่างชาติจำนวนมากในส่วนของจ.ภูเก็ตเอง หลังจากมีผู้ประกอบการในท้องถิ่นออกมาเคลื่อนไหวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการกับบริษัทต่างชาติของชาวรัสเซีย ซึ่งแย่งอาชีพคนไทย ในส่วนของจ.ภูเก็ตก็ไม่ได้ละเลย ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวเช่นกัน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม" ไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าว

                         น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ข้อมูลที่ได้รับภายหลังการตรวจสอบก็คือ จำนวนสถานประกอบการ 82 ราย พบว่าบางรายใช้ที่ตั้งสำนักงานใหญ่แห่งเดียวกัน มีลูกจ้างเป็นผู้ถือหุ้นมากกว่าปกติ ตั้งเป็นสำนักงานกฎหมายและบัญชี โดยกระจายไปทั้ง 3 อำเภอ จึงต้องมีการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงและข้อมูลทางทะเบียน ส่วนผู้จดทะเบียนนิติบุคคลต่างด้าวที่ถือหุ้นมากเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่ อังกฤษ ออสเตรเลีย อิตาลี ฝรั่งเศส และอเมริกา ส่วนสาขาของธุรกิจที่ดำเนินการก็คือ ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์  ส่วนขั้นตอนต่อไปคือ จะต้องมีการตรวจสอบผู้ถือหุ้น งบการเงินและอื่นๆ ทั้ง 82 ราย ข้างต้น คือจำนวนของสถานประกอบการจาก 3,000 ราย ที่มีความเชื่อมโยงกับชาวต่าางชาติ ต่อการเข้ามาทำธุรกิจในภูเก็ต

                         "กรณีบริษัท อเล็กซ์ ฮอลิเดย์ ทัวร์ จำกัด ที่ภูเก็ต ซึ่งมีการร้องเรียนจากผู้ประกอบอาชีพขับรถบริการที่ร้องเรียนว่าเป็นธุรกิจของชาวรัสเซีย ในการตรวจสอบเราจะดูในเรื่องของเส้นทางการเงิน การเสียภาษีต่างๆ  ส่วนจะเชื่อมโยงในเรื่องของการฟอกเงินหรือไม่นั้น ต้องมีการตรวจสอบในเชิงลึก ในรายนี้ถือว่ามีการร้องเรียนและมีรูปแบบที่ชัดเจน เราได้เชิญตัวคนไทยที่มีรายชื่อเป็นกรรมการไปให้ข้อมูล ยืนยันว่าในส่วนคนไทยซึ่งเป็นนอมินีก็มีความผิดและโทษเช่นเดียวกับคนต่างด้าว" พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 3  กรมสอบสวนคดีพิเศษ  กล่าว 

                         เป็นการดำเนินการของหน่วยงานรัฐซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับธุรกิจของต่างชาติอยู่ในขณะนี้

 

 

--------------------

(ต่างชาติครอบงำธุรกิจ ปัญหาท้องถิ่นที่รอการสะสาง : ทีมข่าวภูมิภาค ... รายงาน)