
คมวาทะ'ฮูโก ชาเวซ'
คมวาทะ 'ฮูโก ชาเวซ'
อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชแห่งแดนอินทรีผยองอเมริกา อาจจะเคยรำพึงในใจด้วยความเจ็บแค้นว่า "ฟ้าให้บุชมาเกิด แล้วเหตุไฉนต้องให้ฮูโก ชาเวซ มาเกิดด้วยเล่า" เพราะไม่มีผู้นำโลกคนใดที่ทำตัวเยี่ยงพยัคฆ์ติดปีกหาญกล้าต่อกรกับพญาอินทรีอย่างไม่กลัวเกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ มากเท่ากับประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลา นักสังคมนิยมคนสุดท้ายในโลกผู้สร้างสีสันบนเวทีการเมืองโลก ในฐานะที่เป็นนักพูดที่ดุดันถึงลูกถึงคน มีคารมจัดจ้านถูกใจคอการเมืองทั่วทุกมุมโลก เนื่องจากนำความจริงที่แสนบาดใจนักการเมืองอเมริกันมาตีแผ่อย่างไม่เกรงกลัวใดๆ ทั้งสิ้น
นายชาเวซมักจะใช้รายการ "สวัสดี ประธานาธิบดี" เป็นเวทีการโจมตีนายบุช คู่ปรับตัวฉกาจอย่างถึงพริกถึงขิง มีการถากถางนายบุชหลายครั้งว่า เป็นลา เป็นตัวอันตราย เป็นคนขี้ขลาด เป็นฆาตกร ตัวการสังหารหมู่ และ "ไอ้ขี้เมา"
นอกจากนี้ยังเคยพูดอย่างดุดันว่า "ไปลงนรกซะ ไอ้แยงกี้" ระหว่างขับไล่เอกอัครราชทูตสหรัฐในกรุงคารากัส เมื่อเดือนกันยายน 2551
นอกเหนือจากนายบุชแล้ว นายชาเวซยังเคยตอกหน้าโต้ น.ส.คอนโดลีซซา ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในสมัยนั้นอย่างไม่ไว้หน้าว่า "อย่ามาหาเรื่องผม คอนโดลีซซา อย่ามายุ่งกับผม" หลังจากที่เธอกล่าวหาเวเนซุเอลาเมื่อปี 2549 ว่าเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยในภูมิภาค
แต่คำคมที่สร้างชื่อให้แก่นายชาเวซมากที่สุดก็คือ สุนทรพจน์ที่กล่าวกลางที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายน 2549 ตอบโต้ประธานาธิบดีบุช ผู้นำทำเนียบขาวในยุคนั้น เริ่มด้วยการแนะนำหนังสือดีที่ทุกคนควรอ่าน ได้แก่ หนังสือ "ลัทธิครองความเป็นเจ้าและการอยู่รอด" เขียนโดย นอม ชอมสกี ปัญญาชนผู้ทรงเกียรติคุณที่สุดคนหนึ่งในอเมริกาและในโลก
"...ผมคิดว่า คนกลุ่มแรกที่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้คือ พี่น้องของเราในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เพราะภัยคุกคามอยู่ในบ้านของพวกเขาเอง ปีศาจตนนี้อยู่ในบ้านท่าน ปีศาจตนนี้อยู่ในบ้านท่านแท้ๆ และปีศาจตนนี้มาที่นี่เมื่อวานนี้ เมื่อวานปีศาจตนนี้มาที่นี่ ยืนตรงนี้ กลิ่นกำมะถันของมันยังฉุนกึกมาถึงวันนี้ ตรงแท่นปราศรัยที่ผมกำลังยืนอยู่นี่..."
"...เมื่อวาน จากแท่นปราศรัยนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สุภาพบุรุษที่ผมกล่าวว่าเป็นปีศาจ เขามาที่นี่ มาพูดราวกับเป็นเจ้าของโลกทั้งใบ ผมคิดว่า เราน่าจะเรียกนักจิตวิทยามาวิเคราะห์แถลงการณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อวาน ในฐานะโฆษกของจักรวรรดินิยม เขามานำเสนอยาครอบจักรวาล เพื่อหาทางอนุรักษ์ระเบียบในปัจจุบันที่มีแต่การครอบงำ การปล้นชิงและการเอารัดเอาเปรียบประชาชาติทั้งหลายบนโลกใบนี้ มันน่าจะเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ของอัลเฟรด ฮิทช์ค็อก ผมขอเสนอชื่อหนังเรื่องนี้ว่า 'ใบสั่งยาของปิศาจๅ'..."
"...รัฐบาลสหรัฐไม่ต้องการสันติภาพ หากแต่ต้องการยัดเยียดระบบการขูดรีด ปล้นชิง การครองความเป็นใหญ่ โดยอาศัยสงคราม ถ้ารัฐบาลสหรัฐต้องการสันติภาพ แล้วเกิดอะไรขึ้นในอิรัก เกิดอะไรในเลบานอน ในปาเลสไตน์ เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้นช่วงตลอด 100 ปีที่ผ่านมา ในละตินอเมริกาและในโลก แล้วยังมีการคุกคามเวเนซุเอลา มีการคุกคามครั้งใหม่ต่อเวเนซุเอลาและต่ออิหร่านอีกด้วย"
"...ทุกท่านอาจสงสัยว่า ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐปราศรัยต่อประชาโลกเช่นนี้ แล้วประชาคมโลกจะพูดอะไรกับเขาหากมีเวทีให้พูดบ้าง...ผมคิดว่าผมพอจะรู้ว่า ประชาชาติในซีกโลกใต้ ประชาชนที่ถูกกดขี่ คิดอะไรอยู่ พวกเขาคงพูดว่า "ไอ้แยงกี้จักรวรรดินิยม กลับบ้านไปซะ" ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ประชาชนเหล่านี้จะพูด หากพวกเขามีไมโครโฟนและได้พูดเป็นเสียงเดียวกันใส่หน้าจักรวรรดินิยมอเมริกัน..."
"...เสียงของเราคือเสียงอิสระ เป็นตัวแทนของศักดิ์ศรีและการแสวงหาสันติภาพ รวมทั้งการปรับปรุงระบบนานาประเทศเสียใหม่ เพื่อประณามการย่ำยีและความก้าวร้าวของอำนาจที่ต้องการครองความเป็นใหญ่บนพื้นพิภพ...จักรวรรดิกลัวความจริง จักรวรรดิกลัวเสียงอิสระ จักรวรรดิเรียกเราว่าพวกหัวรุนแรงสุดขั้ว แต่เขาต่างหากคือพวกหัวรุนแรงสุดขั้ว..."
คารมดุเดือดที่พุ่งเป้าโจมตีอินทรีผยองอเมริกาของนายชาเวซ ตรงกันข้ามราวหน้ามือเป็นหลังมือยามพูดถึงคิวบา พันธมิตรยิ่งใหญ่ที่นายชาเวซถือเป็นต้นแบบของระบบสังคมนิยมของแท้ โดยครั้งหนึ่งได้แสดงวาทะชื่นชมคิวบาเมื่อปี 2543 ว่า "คิวบาก็คือทะเลแห่งความสุข ที่ซึ่งเวเนซุเอลากำลังมุ่งหน้าไป" โดยเฉพาะการยกย่องอดีตประธานาธิบดีฟิเดล คาสโตร พันธมิตรการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ ถึงขนาดเรียกว่า "พ่อ" เลยทีเดียว



