ข่าว

'ปชป.'จี้'รบ.'ทบทวนลงนาม'บีอาร์เอ็น'

'ปชป.'จี้'รบ.'ทบทวนลงนาม'บีอาร์เอ็น'

07 มี.ค. 2556

'ส.ส.ปชป.' จี้ 'รัฐบาล' ทบทวนลงนามร่วม 'บีอาร์เอ็น' แก้ไฟใต้ หวั่นจุดชนวนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก่อเหตุรุนแรงมากขึ้น

                   7 มี.ค.56 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี โฆษกครม.เงา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการลงนามสันติภาพระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กับกลุ่มบีอาร์เอ็น ว่า ครม.เงาต้องการให้รัฐบาลทบทวนเรื่องดังกล่าว เพราะมีเหตุรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมด้วยรูปแบบที่ผิดปกติ เช่น การเผายางรถยนต์ เป็นลักษณะการเรียกร้องความสนใจเพิ่มมากขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลมีความระมัดระวังในการลงนามร่วมกับบีอาร์เอ็น เนื่องจากเงื่อนไขรัฐบาลต้องทำคือการดูแลความปลอดภัยให้กลุ่มบีอาร์เอ็น แต่ไม่มีเงื่อนไขที่กลุ่มบีอาร์เอ็นต้องทำเลย จึงต้องดูว่าเป็นการทำอย่างถูกฝาถูกตัวหรือไม่

 

'วัชระ' ปัดเป็นต้นเหตุสอบ 16 ตร.สภาฯ

 

                   นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงที่รัฐสภาโดยเรียกร้องให้นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาฯ ยุติการสอบสวนเพื่อเอาผิดตำรวจรัฐสภาจำนวน 16 คน ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ระบุให้พา ส.ส.ออกจากห้องประชุมสภา ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) ครั้งที่ 16 ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่ผ่านมา เพราะจะทำให้ตำรวจรัฐสภาทั้ง 16 คนจะไม่ได้รับสวัสดิการและเครื่องหมายเกียรติยศ ทั้งนี้ตนทราบมาว่านายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โทรศัพท์มาร้องขอให้นายเจริญยุติการสอบสวนดังกล่าวแต่ไม่เป็นผล

                   “ปัญหาที่เกิดวันนั้นเป็นปัญหาของนักการเมือง อย่าเอามาลงกับเจ้าหน้าที่สภาฯ ผมขอเรียกร้องให้ยุติการสอบ เพราะเท่ากับไม่ให้ความเป็นธรรม หากไม่ดำเนินการผมจะล่าชื่อ ส.ส.ในสภา และยื่นร้องขอความเป็นธรรมให้กับตำรวจรัฐสภาทั้ง 16 คน” นายวัชระแถลง

                   นายวัชระ ยังได้ปฏิเสธว่าตนไม่ใช่ต้นเหตุของการตั้งกรรมการสอบสวน หลังจากขัดขืนและไม่ยอมออกจากห้องประชุมตามคำสั่งของนายเจริญ อีกทั้งคำสั่งของนายเจริญในวันดังกล่าว ถือเป็นคำสั่งที่มิชอบและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตนจึงไม่ปฏิบัติตาม

                   ผู้สื่อข่าวรายงานเหตุการณ์ซึ่งเป็นต้นเหตุของการตั้งกรรมการสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา ทั้ง 16 คนนั้น เกิดเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ระหว่างการประชุมพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.การประชุมไซเตส ที่รัฐบาลฐานะผู้เสนอกฎหมายต้องการให้พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว 3 วาระรวดเพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่พรรคประชาธิปัตย์ท้วงติงว่าควรนำไปพิจารณาในกรรมาธิการสามัญฯ เพื่อความรอบคอบแต่ได้แพ้โหวต จึงมีการอภิปราย และระหว่างการอภิปรายนายวัชระ ได้พาดพิงไปถึงนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯ สมัยดำรงตำแหน่งทางราชการที่พบทุจริตการส่งเสือโคร่งไปประเทศจีน ทำให้นายเจริญต้องตักเตือนแต่นายวัชระไม่ยอมรับฟัง ทำให้นายเจริญ ถึงกับกล่าวว่า “น่าเสียดายจบจากรั้วพ่อขุนด้วยกันน่าจะเข้าใจ” ทำให้นายวัชระไม่พอใจ และสถานการณ์ทำท่าจะบานปลายนายเจริญ จึงสั่งให้ตำรวจรัฐสภาควบคุมตัวนายวัชระออกไป แต่พบว่ามีการขัดขืน ในท้ายสุดนายวัชระยังคงทำหน้าทีต่อในที่ประชุม

                   รายงานข่าวจากสภาฯ แจ้งว่า เหตุที่ต้องตั้งกรรมการสอบตำรวจรัฐสภา เพราะต้องการเพิ่มความเอาจริงกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในการดูแลความเรียบร้อย ซึ่งการตั้งกรรมการสอบดังกล่าว ได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเขียนรายงานถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีแก้ไขต่อไป ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกสอบสวน ได้สะท้อนความเห็นว่า การปฏิบัติตนของส.ส.พรรคฝ่ายค้านทำให้ตำรวจมีความลำบาก และเหตุที่ทำให้ตำรวจถูกตั้งกรรมการสอบ เพราะนายวัชระ ไม่เคารพในการทำหน้าที่ของตำรวจรัฐสภา

 

'ครม.เงา'จวก'รัฐบาล'ทำงบพิศดาร-ซุกงบลงทุนเงินกู้

 

                   นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี  โฆษกคณะรัฐมนตรีเงา พรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการประชุม ครม. เงาว่า ขอวอนให้รัฐบาลหยุดใช้วิธีการงบประมาณภาคพิศดาร เพราะงบประมาณปี 2557 ที่มีกรอบวงเงิน 2.52 ล้านล้านบาท ตั้งงบประมาณขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท และมีการตั้งเป้างบประมาณสมดุลในปี 2560 ซึ่งครม.เงาเห็นว่า การตั้งเป้าขาดดุล และงบประมาณสมดุลของรัฐบาลนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะปัจจุบันรัฐบาลใช้วิธีการงบประมาณภาคพิศดาร โดยงบลงทุนเกือบทั้งหมดของรัฐบาลจะอยู่ใน พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้งบปกติเหลือเพียงแค่จ่ายเงินเดือนเท่านั้น เพราะงบลงทุนไม่ได้อยู่ในงบประมาณ ซึ่งจะทำให้กระบวนการตรวจสอบงบประมาณประเทศรวนทั้งระบบ

                   นอกจากนั้นที่ประชุมยังพิจารณาอีกว่าการออก พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก.เงินกู้ไม่มีความจำเป็นเลย เพราะงบลงทุนที่ต้องใช้เพิ่มเติมต่อปีอยู่ที่ 3 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถถ่างส่วนต่างของงบขาดดุลเพิ่มได้อีก 2 แสนล้านบาท ส่วนอีก 1 แสนล้านบาท นั้น หากรัฐบาลยกเลิกโครงการจำนำข้าว และใช้นโยบายประกันรายได้แทนก็จะทำให้รัฐบาลประหยัดเงินได้ 1 แสนล้านบาท

                   นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับการลงทุนขั้นพื้นฐาน แต่ต้องไม่ใช่วิธีการสร้างภาพลวงตาแบบนี้ ซึ่งจะมีปัญหา เพราะหากดูจากผังการคำนวณหนี้สาธารณะ ของสำนักบริหารหนี้สาธารณะที่ประเมินไว้ว่าหากมีการกู้เงินตามแผนที่รัฐบาลวางไว้จะไม่ทำให้หนี้สาธารณะเกิน 50% แต่เมื่อวิเคราะห์จากตัวเลขของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ที่มีการนำเสนอถึงเหตุผลที่จะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะไม่เกิน 50 % นั้นอยู่บนสมมติฐานว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเฉลี่ย 7.5 % ทุกปี และหลังปี 2556 การจำนำข้าวจะไม่ขาดทุน ซึ่งทั้ง 2 กรณีนั้นไม่สามารถเป็นไปได้จริง จึงทำให้หนี้สาธารณะจะเกิน 50 % และอาจจะแตะถึง 60 % ได้ ซึ่งการอธิบายด้วยตัวเลขดังกล่าวเป็นเหมือนเป็นวิธีการของพ่อมดการเงินเพื่อหลอกลวงประชาชนว่าจะไม่เกิดความเสียหายจากการกู้เงินจำนวนมากนอกระบบงบประมาณ

                   นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า รัฐบาลขาดความชัดเจนในการใช้เงินกู้เพื่อบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โดยในปัจจุบันมีการระบุว่าจะได้ตัวผู้ดำเนินการก่อสร้างโครงการราวเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งหากพิจารณาตามข้อมูลดังกล่าว อาจทำให้เกิดปัญหาการชะงักงันของโครงการได้ เพราะในระหว่างที่มีการเบิกจ่ายเงินตัวเลขหนี้สาธารณะอาจจะพุ่งสูงจนควบคุมไม่ได้กระทบกับการดำเนินโครงการให้สะดุดได้ และตนอยากเตือนรัฐบาลว่า ความไม่ชัดเจนของ พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ที่มีการเปิดวงเงินไว้แล้ว 1 หมื่นล้านบาทแต่มีการเบิกจ่ายจริงเพียงแค่ 6 พันล้านบาท ในขณะเดียวกันก็กำลังจะครบกำหนดระยะเวลาที่ต้องกู้เงินภายในเดือน มิ.ย.นี้ ตามเงื่อนไขของ พ.ร.ก.ดังกล่าว จึงไม่เชื่อว่าจะมีการกู้เงินได้ทัน และถ้ามีการใช้รูปแบบลงนามร่วมกับธนาคารกรุงไทยเพื่อให้เปิดวงเงินเต็มจำนวนไว้ก่อน แต่จะคิดดอกเบี้ยเมื่อมีการเบิกจ่ายจริงนั้น จะถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นนี้ด้วย