ข่าว

สาวขอนแก่นพบรักทหารอเมริกัน

สาวขอนแก่นพบรักทหารอเมริกัน

07 มี.ค. 2556

'สาวขอนแก่นแพ้เครื่องแบบ พบรักทหารอเมริกัน' : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ

                บรรยากาศในวันที่สดใส แสงแดดอ่อนๆ กลางเดือนพฤษภาคมเมื่อปี 2553 ช่วงบ่ายหลังเลิกเรียนที่เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี "เปรมฤทัย ดอนนางพา" สาวเมืองหมอแคนในวัย 32 ปี ใช้เวลาหลังเลิกเรียนไปนั่งพักผ่อนที่ไอริชผับ เลือกนั่งโต๊ะหน้าร้านด้านนอก เพื่อรับไอแดดอุ่นๆ เก็บเกี่ยวช่วงเวลาพักผ่อนด้วยธรรมชาติและบรรยากาศรอบตัว

                ขณะเดียวกัน โต๊ะเยื้องไปมีชายหนุ่มชาวต่างชาติวัยกลางคน  "เฮซุส มานูเอล ซัมมาร์ริปะ" ทหารหนุ่มชาวเทกซัส สหรัฐอเมริกา วัย 42 ปี นั่งมองหญิงสาวด้วยความสนใจ มองท่วงท่ากิริยาของหญิงสาวขณะสนใจกับการเปิดเฟซบุ๊กบนมือถือ ไม่ได้เหลียวมองว่าตกเป็นเป้าสายตาของใครบางคน และดูเหมือนกามเทพจะเป็นใจ เมื่อเพื่อนๆ ของเฮซุสมาอีกกลุ่มใหญ่ที่นั่งไม่พอ พนักงานเสิร์ฟจึงมาขอให้นั่งร่วมโต๊ะกับเปรมฤทัย ซึ่งยังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่เฮซุสก็ย้ายตัวเองมานั่งโต๊ะเดียวกับเธอแล้ว

               แวบแรกที่สาวไทยเหลือบตามองเพื่อนร่วมโต๊ะ "แก่-อ้วน" เมื่อไม่มีอะไรน่าสนใจเธอจึงให้ความสำคัญก้บการแชทเฟซบุ๊กต่อไป กระทั่งแยกย้ายกันไป เหมือนคนอีกร้อยอีกพันที่ผ่านเข้ามาและผ่านไปโดยไม่รู้จักกัน

                "อยู่เยอรมันได้ระยะหนึ่งแล้ว เพราะก่อนหน้านี้แต่งงานกับชาวเยอรมัน แต่เราทั้งคู่ยังเป็นเด็กทำให้ชีวิตคู่ไม่ราบรื่นจึงตัดสินใจแยกทางกัน แต่ยังใช้ชีวิตอยู่ที่เยอรมัน เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เวลาว่างหลังเลิกเรียนเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารบ้านไทย วันที่พบคุณเฮซุสโดยบังเอิญก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรแม้จะบังเอิญต้องมานั่งร่วมโต๊ะกัน"

               สองวันต่อมาสัญญาณในเฟซบุ๊กดังขึ้น มีชื่อของเฮซุสเข้ามาขอเป็นเพื่อน เห็นภาพประจำตัวสวมเครื่องแบบทหารอเมริกัน เลยให้ความสนใจตอบรับเป็นเพื่อน

               "ดูภาพจึงได้รู้ว่าเขาเป็นทหารอเมริกันมาประจำอยู่ที่ประเทศเยอรมนี แพ้เครื่องแบบเพราะเขาสวมชุดทหารแล้วเท่มาก เป็นคนตาสวยมาก แต่ในวันที่เจอกันเขาใส่แวนดำตลอด ไม่นานเขาก็เริ่มทักมาขอเป็นเพื่อนพูดคุยกันตามปกติ"

               ต่อมาเฮซุสติดต่อกลับผ่านทางเฟซบุ๊ก ชวนไปร้านที่เจอกันครั้งแรกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เปรมฤทัยปฏิเสธ เพราะต้องทำงานหลังเลิกเรียนแล้ว ผ่านไปอีก 3-4 วัน ชายหนุ่มติดต่อกลับมาอีกครั้ง พร้อมชวนไปเที่ยวด้วยกันที่ Garmisch Partenkirchen เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในเยอรมัน ติดกับออสเตรีย สวยและบรรยากาศดี ที่นี่ถึงจะเข้าช่วงฤดูร้อนแต่ก็ยังมีหิมะอยู่ตลอด แต่การเริ่มต้นทำความรู้จักกันไม่ถึง 2 อาทิตย์ ทำให้เปรมฤทัยเริ่มกลัวที่ชายหนุ่มเข้ามาชักชวนเดินทางไปเที่ยวทางไกลกันเพียงลำพัง

               ช่วงนั้นเปรมฤทัยปรึกษาเพื่อนๆ จนได้ข้อมูลว่า ทหารเอมริกันเป็นสุภาพบุรุษมาก และจากที่ได้พูดคุยกับเขาก่อนหน้านี้ก็มั่นใจว่า พูดจริง จึงตัดสินใจไปเที่ยวด้วย แต่วันเดินทางให้มารับที่โรงเรียน แล้ววางแผนไปเอากระเป๋าที่บ้านเพื่อน ให้เพื่อนแอบถ่ายรูป รถ จดทะเบียนรถ เผื่อหายไปไม่ได้กลับมาตามกำหนดจะได้แจ้งตำรวจถูก

               "ไปเที่ยวด้วยกันก็ผ่านไปด้วยดี แล้วเขาก็หายไปอีก กลับมาอีกทีก็ชวนไปดูฟุตบอลโลก แต่ดันผิดนัดไม่มารับ โกรธมากตอนนั้น แต่ก็ไม่สนใจ เพราะต้องเดินทางไปทำงานที่เบอร์ลิน 2 อาทิตย์ เลยขึ้นสถานะเฟซบุ๊กว่ากู๊ดบายไฮเดลเบิร์ก"

               "ช่วงนั้นผมงานยุ่งมาก พอชวนคุณเปรมไปด้วยกันแล้ว เพื่อนก็มาชวนไปดูฟุตบอลเหมือนกัน ตัดสินใจไปกับเพื่อนโดยไม่บอกยกเลิกเขา เพราะยังไม่มีใครรู้ว่ากำลังเริ่มคบหากัน พอเห็นข้อความที่เขาขึ้นสถานะ ทำให้กลัวว่าเขาจะปักหลักอยู่เบอร์ลินไม่กลับมาเมืองไฮเดลเบิร์กอีก ผมต้องคิดถึงเขามากแน่ๆ จนตัดสินใจว่าต้องขับรถไปหาเขา ขอโทษที่ผิดนัด และคบหาดูใจกันอย่างจริงจัง เขาเป็นคนร่าเริง อยู่ด้วยแล้วมีความสุข พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ ทุกๆคนที่ทำงาน แม้แต่แม่ น้องสาว และน้องชายบอกว่าเปรมทำให้เรายิ้มได้ จนวันส่งท้ายปี ผมจึงขอคุณเปรมแต่งงาน"

               กว่า 3 ปีที่ใช้ชีวิตคู่หลังแต่งงาน ทั้งคู่ต้องปรับตัวทั้งเรื่องเวลา เพราะเฮซุสเป็นคนง่ายๆ เข้านอนเร็วตื่นเช้าตามระเบียบทหาร ขณะที่ฝ่ายหญิงนอนดึกตื่นสายบ้าง ส่วนเรื่องความคิดไม่ตรงกัน เช่น การกินอาหารที่ไม่เหมือนกัน ก็แก้ปัญหาทำเอง กินเอง ของใครของมัน ถือเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ปรับตัวเข้าหากันไม่ยากนัก ยึดหลักการใช้ชีวิตคู่ด้วยความรัก ห่วงใย และเข้าใจกัน

               ในกลางปีนี้ทั้งคู่มีแผนย้ายกลับมาปักหลักอยู่ประเทศไทยอย่างถาวร เพื่อได้อยู่ดูแลพ่อแม่ พร้อมกับเริ่มต้นประกอบธรุกิจในครอบครัว ถึงแม้ครอบครัวจะมั่นคงไม่ต้องดิ้นรนแล้ว แต่ฝ่ายหญิงไม่อยากฝากชีวิตไว้กับคนคนเดียว การมีอาชีพทำไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะทำให้ชีวิตมีคุณค่า

                "อายุแค่ 35 จะให้นั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้านก็คงไม่ไหว เรายังมีเรี่ยวแรงทำอะไรได้อีกตั้งหลายเรื่อง มาอยู่เมืองไทยก็มองหาช่องทางทำธุรกิจเล็กๆ ที่บ้าน ช่วยกันทำมาหากินเหมือนตอนใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก ระยะนี้กลับมาปรับปรุง ต่อเติมบ้านให้พร้อมอยู่ จากนั้นสามีจะตามมาในช่วงเดือนเมษายน รู้สึกดีใจมากที่จะได้กลับมาอยู่บ้านเสียที เพราะไม่มีที่ไหนที่อยู่แล้วจะสบายใจเท่ากับอยู่ประเทศของเรา บ้านของเรา"

 

............................................

('สาวขอนแก่นแพ้เครื่องแบบ พบรักทหารอเมริกัน' : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เสาวลักษ์ คงภัคพูน // กวินทรา ใจซื่อ)