ข่าว

'เหวง'ออกโรง!การันตี'แม้ว'มีส่วนถกBRN

'เหวง'ออกโรง!การันตี'แม้ว'มีส่วนถกBRN

06 มี.ค. 2556

'เหวง' บี้ 'หน่วยงานมั่นคง' การันตี 'แม้ว' มีส่วนทำให้เกิดการเจรจา'บีอาร์เอ็น'ลั่นต้องให้เกียรติ

               6 มี.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นพ.เหวง โตจิราการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงสถานการณ์ และกฎหมายที่ใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สนช.) , พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) , พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่5 กอ.รมน. , พล.ต.ต.จำรูญ คชาสิทธิ์ ตัวแทนศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้ เป็นต้น

               นายสุวพันธ์ กล่าวว่า ตัวชี้วัดการใช้กฎหมายในพื้นที่ คือ ระดับการเกิดเหตุ และวิธีการก่อเหตุ ทั้งนี้กฎหมายในพื้นที่ต้องมีการเชื่อมโยงกันหลายอย่าง ในการนำมาใช้ค่อนข้างซับซ้อนและยุ่งยาก หากตำรวจ สำนักอัยการสูงสุด และศาลทำงานกันอย่างใกล้ชิด ก็จะขจัดปัญหาได้ แต่ลึกลงไปทางสำนักข่าวกรอง ต้องร่วมงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะประกาศใช้กฎหมายต่างๆ ซึ่งตนเห็นด้วยกับวิธีการการเมืองนำการทหาร เพราะถือว่าถูกต้อง และการทำงานก็ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำไปยังใต้น้ำ

               ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับงานเรื่องข่าวกรอง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อยากได้การวิเคราะห์เชิงลึกในพื้นที่ และนายกฯยังยืนยันว่า ส่วนกลางตกผลึกกันแล้ว จะต้องเชื่อมโยงไปถึงพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ ตนจะประชุมเรื่องข่าวกรองทุกวันศุกร์ โดยได้เชิญเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ และรายงานให้นายกฯ กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ และรัฐมนตรีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับชายแดนภาคใต้ได้ทราบด้วย

               “โดยวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้มีการหยิบยกเรื่องที่นายฮัสซัน ตอยิบ มาพูดคุยในที่ประชุม โดยให้เจ้าหน้าที่ของสำนักข่าวกรองฯมากางข้อมูล และสอบถามใครมีข้อมูลอย่างไร สรุปว่าเขามีตัวตนจริง เป็นบีอาร์เอ็นจริง ส่วนจะมีอิทธิพลไปควบคุมกำกับกองกำลังในพื้นที่หรือไม่ ก็ต้องดูรายละเอียดและสถานการณ์ที่จะพัฒนาในอนาคต แต่รูปแบบนี้จะทำให้รัฐบาลและฝ่ายปฏิบัติ มีข้อมูลข่าวกรองที่เป็นประโยชน์ในการกำหนดมาตรการณ์ได้” ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าว

 

“ภราดร” แจง “กมธ.มั่นคง” ยัน คุยกับบีอาร์เอ็น"ของจริงตัวจริง" 

               พล.ท. ภารดร ชี้แจงต่อที่ประชุมกมธ.ถึงการไปลงนามกับกลุ่มบีอาร์เอ็น โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นผู้ประสานและเป็นพยานเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า เป็นนโยบายของรัฐบาลซึ่งไทยต้องการใช้กระบวนการสันติวิธีเปิดเวทีพูดคุยกับผู้ที่เห็นต่าง และผู้ที่มีอุดมการณ์การแตกต่างจากภาครัฐ ในการแก้ปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้

               เลขาธิการสมช. กล่าวตอนหนึ่งว่า การที่ประเทศจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยนายกฯไทยและมาเลเซียเห็นตรงกันว่า ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนของทุกประเทศในอาเซียนจะต้องไม่มี จึงจะทำให้ประชาคมอาเซียนแข็งแรง ทั้งนี้ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ ตนจะไปพบปะกับตัวแทนของกลุ่มบีอาร์เอ็นอีกครั้ง และในฝ่ายของกระบวนการก็จะเชิญกลุ่มอื่นมาร่วมพูดคุย สำหรับฝ่ายไทยก็จะมีทุกภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ ภาควิชาการ ประชาชน ประชาสังคมร่วมด้วยเพราะมีการขยายประเด็นออกไป แต่ประเด็นแรกที่สำคัญสุด คือ การลดสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ให้ได้ แต่ในช่วงเวลาก่อนวันที่ 28 มี.ค.หากทางกลุ่มกระบวนการจะสื่อสัญญาณไปยังกองกำลัง ที่กำลังดำเนินการอย่างนี้อยู่ก็ขอให้จัดการด้วยได้หรือไม่ ซึ่งกลุ่มบีอาร์เอ็นก็รับปาก เพราะขณะนี้ทางองค์กรนำยังไม่ได้สื่อไปที่กองกำลังที่ปฏิบัติในพื้นที่

               พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ในวันศุกร์ที่ 8 มี.ค.นี้ จะเชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและภาคประชาสังคมมาพูดคุยถึงกับการออกแบบรายละเอียด เพื่อคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น ให้ตกผลึกว่ามีลักษณะเป็นแบบไหน โดยเราพูดคุยกันก่อนและส่งสัญญาณไปยังผู้อำนวยความสะดวกที่อยู่ตรงกลาง และเมื่อถึงวันที่ 28 มี.ค.ก็จะเห็นตัวแบบที่ชัดเจน และเห็นพัฒนาการ

               “กลุ่มที่มีปัญหาในพื้นที่มีอยู่หลายกลุ่ม แต่สาเหตุจะต้องคุยกับบีอาร์เอ็น ก็เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงที่ผ่านมา กลุ่มที่เป็นแกนนำหลักในการปฏิบัติก็คือกลุ่มบีอาร์เอ็น จึงทำให้เราพูดคุยกับเขา และเหตุการณ์ที่เกิดตอนนี้ทุกวันนี้เกิดการกลุ่มบีอาร์เอ็น จึงเป็นประเด็นที่ว่าต้องคุยกับกลุ่มนี้เป็นหลัก ขณะที่กลุ่มที่แตกออกไปก่อความวุ่นวายก็แตกจากกลุ่มบีอาร์เอ็น แต่ผมเชื่อว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นจะประสานกับกลุ่มอื่นให้เข้ามาร่วมพูดคุยในเวทีนี้ได้ และเขาก็ยืนยันว่าจะทำให้ตามแนวทางนั้น ถึงแม้จะมีการพูดคุยหรือไม่พูดคุย เหตุการณ์ในภาคใต้ที่ยังดำรงอยู่ เพราะมูลเหตุของการเกิดปัญหาตอนนี้มีหลายปัจจัยแทรกซ้อน เช่น ค้าน้ำมันเถื่อน ยาเสพติด ของผิดกฎหมาย ซึ่งสมประโยชน์ซึ่งกันและกันและสถานการณ์” พล.ท.ภราดร กล่าว

               เลขาธิการสมช. กล่าวต่อว่า กลุ่มก่อความไม่สงบมีหลายกลุ่ม เมื่อคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นก็ไม่ได้หมายความว่า กลุ่มอื่นจะหยุดและเราก็ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการพูดคุยกับกลุ่มอื่นๆ เพียงแต่แสดงเจตนาที่จะพูดคุยกันและเมื่อพูดคุยกันแล้วเขาถึงมีการพัฒนา กรณีในการส่งสัญญาณไปยังกองกำลัง และการไปพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นนั้นก็ถูกกลุ่มถูกคน เพราะผ่านกระบวนการของหน่วยความกรองของทั้งประเทศไทยและมาเลเซีย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของทุกฝ่ายก็รับรู้ ซึ่งตัวบุคคลที่เราไปพูดไมได้ซ้ำกับคนที่พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตรวม.กลาโหมไปพูดคุยด้วยเพราะกระบวนการของพล.อ.เชษฐา และพล.อ.พิพัทธ์ ทองเล็ก ซึ่งอยู่ในกระบวนการพูดคุยในปัจจุบันก็อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

               พล.ท.ภราดร กล่าวต่ออีกว่า ส่วนน้ำหนักที่เขาจะอยู่ในสถานะที่ใหญ่มากน้อยแค่ไหน แน่นอนว่าไม่มีใครที่ใหญ่สุด แต่ตัวแทนที่มายืนยันว่าเขาไม่ได้ตกผลึกร่วมกัน 100% แต่เป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ส่งตัวแทนเข้ามาพูดคุยเพราะฉะนั้นการดำเนินการของรัฐบาล ไม่ใช่ลองผิดลองถูกแต่เป็นการดำเนินการแบบบูรณาการ

               “สิ่งที่ยืนยันที่สุดคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการแก้ไขปัญหาทุกรัฐบาล จนมาถึงรัฐบาลทักษิณในขณะนั้น ก็มีการแก้ปัญหาแต่ไม่สมบูรณ์แบบ จึงเกิดปัญหาขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยอมรับว่า นั่นเป็นบทเรียนเพราะเป็นการใช้กำปั้นชกไปตรงๆ ไม่ใช่ใช้กำปั้นหุ้มกำมะหยี่ จึงเกิดปัญหาขยายผลมา และ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตระหนักสิ่งเหล่านี้ จึงได้อาศัยความสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเพื่อประสานเรื่องนี้ ตรงนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงเอาไว้ก่อน และรัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาก็สานต่อ ตรงนี้เราไม่ได้ปฏิเสธ จึงเป็นแรงบวกให้การสื่อสารสัมพันธ์กันเร็วขึ้น ส่วนมาเลเซียได้ประโยชน์ทางการเมืองจากการเลือกตั้งก็เป็นเรื่องของมาเลเซีย และสิ่งที่สำคัญสุดไทยต้องได้ประโยชน์” เลขาธิการสมช. กล่าว

                

“กอ.รมน.” ยัน “พื้นที่ 3จว.ชายแดนใต้” ยังจำเป็นต้องใช้ กม.พิเศษ

               ขณะที่ พล.ต.นักรบ กล่าวว่า กฎหมายในพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรกับการก่อเหตุในพื้นที่ ปืนกระบอกเดียวมีการก่อเหตุต่อเนื่อง เปลี่ยนมาทุกพื้นที่ ฉะนั้น กฎหมายปกติอาจต้องใช้เวลาสอบสวนสืบสวนก็ยาก และกฎหมายพิเศษเราใช้ไม่เต็มที่ เพราะเป็นสงครามประชาชนเป็นหลัก และจุดศูนย์รวมยุทธศาสตร์นอกจากพูดคุยแล้ว ก็อยู่ที่ประชาชนด้วย ไม่ว่าจะพูดคุยหรือเจรจาก็ต้องได้เปรียบ ส่วนกฎหมาย 3 ฉบับที่ใช้อยู่ กฎอัยการศึก , พรบ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร และ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทหารจำเป็นต้องใช้ เพราะในพื้นที่ เจ็บจริง ตายจริง ระเบิดจริง ตายทุกวัน และทหารจึงทำงานโดยไม่มีกฎหมายดังกล่าวไม่ได้

               นพ.เหวง กล่าวว่า ตนต้องการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคง ช่วยพูดว่าคนที่เราไปพูดคุยนั้นถูกตัว ไม่ใช่โนเนม หรืออีเหระเขะขะ และอีกเรื่องที่มาเลเซียเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง ตนฟังแล้วสะดุดหู เพราะหากประเทศไทยพูดคงถูกกระทืบจมดิน แต่เรื่องนี้มาเลเซียพูดเองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วนร่วมด้วย จึงขอให้หน่วยที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าใช่หรือไม่ใช่ เพราะตนคิดว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วนร่วมก็ต้องให้เกียรติและให้คะแนนท่าน และความยุติธรรมแก่ท่าน เพราะฉะนั้นกระทืบท่านอย่างเดียวไม่ยุติธรรม อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ พล.ท.ภราดร เดินทางไปพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นในวันที่ 28 มี.ค. ก็ขอให้ช่วยมาชี้แจงต่อกมธ. ในวันพุธที่ 3 เม.ย.ด้วย