
ศาลสั่งประกันฯชดใช้'ZEN'1,977ล.
'ศาลแพ่ง' พิพากษาสั่ง 'เทเวศประกันภัย' จ่ายค่าสินไหมชดใช้ ห้าง 'ZEN' 1,977 ล้าน อีกคดีศาลสั่ง'เมืองไทย'จ่าย'จุฬาฯ'ร่วม 2 ล้านสยามถูกเผา
5 มี.ค. 56 เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ผบ.1212/2555 ที่บริษัทสรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้า ZEN เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด ( มหาชน) เป็นจำเลย เรื่องประกันวินาศภัย กรณีที่ บจก.สรรพสินค้าเซ็นทรัล ขอให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน ตามสัญญาประกันทรัพย์สิน และประกันภัยก่อการร้าย ที่เกิดเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้า ZEN ย่านสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 จำนวน 1,712,199,701.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องวันที่ 17 พ.ค.55 และชำระค่าเสียเชิงลงโทษไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริง ให้กับโจทก์ และหรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
คดีนี้จำเลยต่อสู้ว่า คามเสียหายของโจทก์เกิดขึ้นและเป็นผลมาจากการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ในทางการเมือง ที่มีสาเหตุมาจากการก่อความไม่สงบของประชาชนถึงขนาดลุกฮือต่อต้านรัฐบาล และเป็นการกระทำก่อการร้ายของกลุ่มคนเสื้อแดง หรือ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) เพื่อต่อต้านรัฐบาล จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองภัยก่อการร้ายเพราะยังไม่มีข้อยุติเกี่ยวกับภัยที่เกิดขึ้นและยังไม่มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด จำเลยจึงไม่อาจจ่ายค่าสินไหมทดแทนไปตามกรมธรรม์ใดกรมธรรม์หนึ่งเพราะอาจทำให้จำเลยเสียสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยต่อได้ จำเลยไม่ได้จงใจหรือละเว้นเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องโจทก์ และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาสูงเกินกว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับ จึงขอให้พิพากษายกฟ้อง
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ความเสียหายที่โจทก์ได้รับเป็นข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดหรือไม่ ศาลเห็นว่า ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏชัดว่า การก่อวินาศกรรมหรือเหตุการณ์รุนแรง เป็นการกระทำของผู้เข้าร่วมชุมนุมคนใดหรือเป็นการสั่งการโดยแกนนำให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมกระทำการนั้น ส่วนที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงหรือ นปช. ปราศรัยแม้จะมีเนื้อหาส่งเสริมความรุนแรง แต่อยู่บนเงื่อนไขว่าถ้ามีการสลายชุมนุมหรือมีการทำร้ายคนเสื้อแดงก็จะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น การปราศรัยของแกนนำดังกล่าวเป็นการทำเพื่อป้องกันไม่ให้มีการสลายการชุมนุมตามที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้น จึงจะถือว่าเป็นการกระทำเพื่อผลทางการเมืองย่อมไม่ได้ การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่และการเลือกตั้งใหม่นั้น ก็ไม่แน่ชัดว่าฝ่ายใดจะชนะและได้จัดตั้งรัฐบาลต่อไป ส่วนการที่รัฐบาลประกาศขอให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมแต่ผู้ชุมนุมไม่ได้ยุติแล้วยังคงใช้พื้นที่สาธารณะชุมนุมกันต่อไป ซึ่งหากขัดคำสั่งรัฐบาลหรือก่อให้เกิดความดือดร้อนแก่บุคคลอื่นหรือจะมีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายใดย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก การชุมนุมเช่นนี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นการข่มขู่เพื่อผลทางการเมือง หรือเป็นการชุมนุมเพื่อให้รัฐบาล หรือสาธารณชนตกอยู่ในภาวะตื่น ตระหนก หวาดกลัว การชุมนุมขอกลุ่มคนเสื้อแดงก่อนเกิดเหตุจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำการก่อการร้าย
ส่วนเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ เห็นว่า กลุ่มคนร้ายที่บุกรุกและเผาทรัพย์ในห้างสรรพสินค้าเซนมีจำนวนไม่มาก ใช้วิธีการไม่สลับซับซ้อน กลุ่มคนที่ลงมือเผากระทำการในลักษณะที่พยานจำเลยใช้คำว่า พยายามแล้วพยายามอีกที่จะเผา ไม่ได้ใช้ทักษะพิเศษใด ๆ ที่ต้องอาศัยการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญแม่นยำ สำหรับถังแก๊ส น้ำมัน ระเบิดขวดหรือยางรถยนต์ ก็เชื่อว่าเป็นสิ่งที่หยิบฉวยได้จากบริเวรใกล้เคียงมาใช้เป็นเชื้อเพลิงอาวุธ และเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้วก็ไม่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดออกมายอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลงานของตน แม้การกระทำของกลุ่มคนดังกล่าวจะมีอาวุธ ใช้กำลัง ความรุนแรงแต่ก็ไม่ถึงขนาดจะทำให้ประชาชนส่วนมากเกิดความหวาดกลัวในชีวิตและทรัพย์สิน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโจทก์ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพ ฯ ก็ไม่ถึงกับจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจของทั้งประเทศตกต่ำ ที่สำคัญขณะคนร้ายเผาห้างสรรพสินค้าเซน แกนนำประกาศยุติการชุมนุมแล้ว ไม่มีข้อเรียกร้องใกทางการเมืองเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของกลุ่มใดก็ไม่ได้กระทำเพื่อข่มขู่ให้รัฐบาลยุบสภา หรือให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากตำแหน่ง จึงไม่ใช่การกระทำที่หวังผลทางการเมือง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าวจึงไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการก่อการร้ายเช่นกัน
คดีต้องพิจารณาต่อไปว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการก่อความไม่สงบของประชาชนถึงขนาดลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลหรือไม่ เห็นว่า ภัยที่เกิดจากการก่อความไม่สงบของประชาชนถึงขนาดลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลก็ไม่ควรยิ่งหย่อนไปกว่าภัยที่เกิดจากสงคราม การรุกราน การกระทำของศัตรู ต่างชาติ และการกระทำที่จะฟังได้ว่าเป็นการก่อความไม่สงบของประชาชนถึงขนาดลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลนั้น ต้องแยกพิจารณาเป็น 3 ส่วน คือ จะต้องเป็นการก่อความไม่สงบของประชาชน จะต้องมีประชาชนร่วมกันเป็นจำนวนมากลุกฮือขึ้น และจะต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านรัฐบาล ขณะที่องค์ประกอบคำวาประชาชนตามความหมายนี้ ต้องเป็นประชาชนที่ถือว่าเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เหตุการณ์ที่มีการชุมนุมต่อเนื่องบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมเมื่อเทียบกับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศแล้วถือว่าเป็นเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้น แม้การชุมนุมนั้นจะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้อื่นที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงในวงจำกัด ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติไม่ปรากฏว่าเกิดความรู้สึกตื่นตระหนกหวาดกลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของตนจึงยังไม่ถือว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นการก่อความไม่สงบของประชาชนถึงขนาดลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาล สำหรับภัยอื่นไม่ว่าจะเป็นสงคราม การรุกราน การกระทำของศัตรูต่างชาติ การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์หรือการปฏิบัติการยึดอำนาจเยี่ยงสงครามไม่ว่าจะมีประกาศหรือไม่ก็ตาม สงครามการเมือง การกำเริบ การแข็งเมือง การกบฏ การปฏิวัติ การยึดอำนาจของปกครองโดยทหารที่เป็นข้อยกเว้นในกรมธรรม์ ล้วนบ่งบอกถึงความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าไม่อาจนำมาใช้กับกรณีนี้ได้
อย่างไรก็ดีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังแกนนำประกาศยุติการชุมนุมเป็นการไม่นำพาต่อคำสั่งรัฐบาล ก่อให้เกิดความปั่นป่วน วุ่นวาย ความไม่มีระเบียบจนไม่สามารถควบคุมได้ จึงถือได้ว่าอยู่ในความหมายคำว่าจลาจล เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับเป็นภัยที่เกิดจากการจลาจล จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,647,754,318.89บาท สำหรับค่าเสียหายในเชิงลงโทษที่โจทก์ขอมานั้น เห็นว่า การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาประกันภัยคุ้มครองภัยก่อการร้ายกับจำเลยเพิ่มเติมจากสัญญาประกันภัยที่ทำไว้สำหรับภัยทั่วไป เพราะโจทก์ต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมภัยทั้งหมด จำเลยซึ่งเป็นผู้ปรกอบวิชาชีพรับประกันภัย ย่อมทราบดีถึงข้อตกลงและข้อยกเว้น รวมถึงการตีความและขอบเขตแห่งความรับผิดตามกรมธรรม์แต่ละฉบับที่ทำกับโจทก์ ซึ่งโจทก์ทำสัญญาเพิ่มเติมโดยยอมเสียเบี้ยประกันตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองภัยก่อการร้ายกว่า 8,914,161.44 บาทเพื่อหวังความคุ้มครองภัยทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ปัดความรับผิดตามกรมธรรม์ที่ทำไว้กับโจทก์ ไม่ว่ากรมธรรม์ฉบับใดซึ่งทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเป็นอย่างมาก โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ เสียเงินประกันภัยให้จำเลยรวมปีละกว่า 10 ล้านบาท ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยก็เป็นไปตามข้อกำหนดในกรมธรรม์ แม้ทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องจะเป็นเงินจำนวนมากที่พอฟังได้ว่าจำเลยต้องอาศัยการสนับสนุนจากผู้รับประกันต่อ แต่จำเลยก็สมควรที่จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่จำเลยสามารถจ่ายได้เพื่อเยียวยาความเสียหายที่โจทก์ได้รับบ้าง ในขณะที่บริษัท นิวแฮมพ์เชอร์ ฯ ผู้รับประกันภัยได้ร่วมชำระค่าสินไหมทดแทนบางส่วนให้แก่โจทก์
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเว้นที่จะปฏิบัติตามสัญญาโดยสิ้นเชิง เป็นการจงใจไม่เหลียวแล เคารพสิทธิของผู้อื่นโดยเฉพาะผู้บริโภค ที่เป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีวิชาชีพ ศาลจึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในเชิงลงโทษเพื่อให้จำเลยใช้ความระมัดระวังในการดำเนินการมากขึ้นตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 5 เท่าของค่าเสียหายที่ศาลพิพากษาซึ่งคิดเป็นเงิน 329,550,863.70 บาท
ศาลจึงพิพากษาว่าให้จำเลย ชำระเงินแก่โจทก์หรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมทั้งสิ้น 1,977,305,182.59 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ฟ้องคดี 17 พ.ค.55 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมศาลที่เป็นค่าทนายความแทนโจทก์ 60,000 บาทด้วย
ภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว นายนริศ เชยกลิ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขอขอบคุณที่ศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว โดยกรณีเกิดเพลิงไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ดนั้น บริษัทเซ็นทรัล ฯ ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการทำกรมธรรม์ประกันภัย รวม 2 คดี คือ กรณีเซ็นทรัลเวิล์ด และห้างเซน ส่วนจากนี้ไปบริษัทยังจะทำประกันภัยกับ บ.เทเวศ ฯ หรือไม่ คงต้องไปหารือกันอีกครั้ง ขณะที่หลังเกิดเหตุจลาจลดังกล่าวต้องเพิ่มเบี้ยประกันถึง 3 เท่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามกฎหมายภายใน 30 วัน ขณะที่ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งก็มีคำพิพากษาสั่ง บจก.เทเวศประกันภัย จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับกองทุนรวมธุรกิจไทย 4 และบริษัทเซ็นทรัลเวิลด์ จำกัด กับพวกรวม 4 ราย จำนวน 2,719,734,979.29 บาท สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สิน และจำนวน 989,848,850.01 บาท สำหรับความเสียหายต่อธุรกิจหยุดชะงัก พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันที่ 31 มี.ค. 2554 จนกว่าจะชำระครบถ้วน พร้อมทั้งชำระค่าทนายความอีก 60,000 บาท ด้วย
ศาลแพ่งสั่งเมืองไทยจ่ายจุฬาฯ ร่วม 2 ล้านสยามถูกเผา
ที่ห้องพิจารณา 403 ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก เวลา 13.30 น. ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ ผบ.1219/2555 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลย เรื่องประกันวินาศภัย ขอให้ บมจ.เมืองไทยประกันภัย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์อัคคีภัย ที่ได้ทำไว้กับอาคารพาณิชย์ในศูนย์การค้าสยามสแควร์ 53 คูหา 48 กรมธรรม์ จำนวน 51,439,816.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 กรณีเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 มีคนร้ายลอบวางเพลิงเผาทรัพย์บริเวณศูนย์การค้าสยามฯ จนลุกลามไปยังอาคารพาณิชย์ รวมทั้งโรงภาพยนตร์สยามที่เอาประกันไว้
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังแกนนำ นปช.ประกาศยุติการชุมนุม ได้มีกลุ่มคนที่ไม่นำพาต่อคำสั่งรัฐบาล ก่อให้เกิดความปั่นป่วน วุ่นวาย ไม่มีระเบียบจนไม่สามารถควบคุมได้ ถือได้ว่า อยู่ในความหมายของคำว่า การจลาจล อัคคีภัยที่เกิดขึ้นจึงเป็นภัยที่เกิดจากการจลาจล อันเป็นข้อยกเว้นความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย จำนวน 51 คูหา 48 กรมธรรม์ แต่ในส่วนความเสียหายของอาคารพาณิชย์รวม 2 กรมธรรม์ จำนวน 2 คูหา ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีข้อยกเว้นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการจลาจลไว้ จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค.53 ที่เป็นวันผิดนัดชำระ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมทั้งให้จำเลย ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ด้วย 10,000 บาท
ด้านนายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวว่า แม้ศาลแพ่งจะมีคำพิพากษาชี้พฤติการณ์ที่เกิดเหตุในวันที่ 19 พ.ค.53 ช่วงการชุมนุมของ นปช.ว่า ไม่ใช่เป็นการก่อการร้ายแต่เป็นเหตุจลาจล แต่คำพิพากษาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันต่อคดีที่มีการยื่นฟ้องคดีอาญากับแกนนำนปช. 24 ราย ในศาลอาญาฐานร่วมกันก่อการร้าย จากเหตุการณ์ชุมนุมตลอดปี 2553 เนื่องจากคดีที่มีการฟ้องแพ่งกัน โดยคู่ความเป็นเรื่องเอกชนฟ้องเอกชนเกี่ยวกับการประกันภัยซึ่งเป็นคนละคนกับจำเลยคดีที่เป็นคดีอาญา ซึ่งโจทก์ที่ฟ้องคือ พนักงานอัยการที่มีการรวบรวมพยานหลักฐานและบรรยายพฤติการณ์การกระทำของกลุ่มจำเลยไว้โดยละเอียดในแต่ละช่วงเหตุการณ์ในปี 2553 ที่ไม่ใช่ช่วงเฉพาะในวันที่ 19 พ.ค.53 เท่านั้น ทั้งนี้การกระทำของจำเลยในคดีอาญาจะเป็นความผิดหรือไม่ ศาลอาญาจะเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจเอง แต่หากจำเลยในคดีอาญาจะนำคำวินิจฉัยส่วนหนึ่งของคดีแพ่งมาสนับสนุนความเห็นของตัวจำเลยเองว่า ไม่ได้กระทำผิด ฐานก่อการร้ายเพื่อมาต่อสู้ในคดีอาญาก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของจำเลย แต่ยืนยันว่าคำพิพากษาของศาลแพ่งไม่มีผลผูกพันให้ศาลอาญาจะต้องรับฟังทั้งหมด โดยศาลอาญาจะต้องวินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนเท่านั้น



