
"แพนด้าน้อย"ทายาททูตสันถวไมตรีสานสัมพันธ์ไทย-จีนแน่นเฟ้นยิ่งขึ้น
ทันทีที่ลืมตาดูโลก "แพนด้าน้อย" ทายาททูตสันถวไมตรี "ช่วงช่วง" และ "หลินฮุ่ย" ได้สร้างกระแสฟีเวอร์กลายเป็นขวัญใจคนไทยอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และนับว่าเป็นผลสำเร็จจากการผสมเทียมที่เกิดจากความพยายามของสวนสัตว์เชียงใหม่ที่ประคบประหงมแพนด้าคู่นี้มานานกว่า 6
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2546 ครั้งนั้นคนไทยต่างยินดีเมื่อทางการจีนได้ส่งมอบแพนด้า 1 คู่ คือ “ช่วงช่วง” เพศผู้ อายุ 2 ปี กับ "หลินฮุ่ย" เพศเมีย อายุ 1 ปี จากเมืองวู่หลง มณฑลเสฉวน ในฐานะทูตสันถวไมตรีเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน
ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการทำให้จีนยอมส่งมอบแพนด้าสัตว์ให้มาประจำอยู่ที่ส่วนจัดแสดงและวิจัยแพนด้าภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 เดินทางไปจีนเมื่อปี 2543 และแสดงความประสงค์ต่อ นายเจียง เจ๋อหมิน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าอยากให้จีนส่งมอบแพนด้ามาให้ไทย
จากนั้นได้แจ้งเรื่องไปยัง นายจู่ หรงจี นายกรัฐมนตรีจีน บอกไม่มีปัญหา 2-3 เดือนต่อมาจีนตอบรับว่ารัฐบาลจีนยินดีมอบให้แต่ต้องทำตามขั้นตอน ต่อมา พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย พร้อมกับ นายโสภณ ดำนุ้ย ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ เป็นทีมเจรจาต่อรองเงื่อนไขกับจีนนานถึง 2 ปีเศษ รัฐบาลจีนจึงตอบตกลง
เนื่องจากจีนถือว่า แพนด้า เป็นสัตว์มงคล เจ้าหน้าที่จีนเดินทางมาตรวจสอบความพร้อมสถานที่แสดงแพนด้า ที่องค์การสวนสัตว์ฯ ทุ่มเงินสร้างร่วม 50 ล้านบาท นอกจากนี้ยังใช้งบประมาณในการดูแลวิจัยรวมทั้งทุกสิ่งเบ็ดเสร็จประเทศไทยได้จ่ายเงินไปกับแพนด้าคู่แรกจนถึงขณะนี้ไม่ต่ำกว่า 120 ล้านบาท
ตามสัญญาที่ตกลงกับประเทศจีนนั้น แพนด้าที่ส่งมอบมาจะอยู่ในประเทศไทยได้ 10 ปี หากแพนด้าที่มอบมาให้กำเนิดลูกก็จะต้องส่งคืนให้จีนภายใน 2 ปี นอกจากนี้ไทยต้องจ่ายเงินจำนวน 1.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 4-5 ล้านบาท แบ่งจ่ายเป็น 2 งวดให้แก่จีน โดยงวดแรกจะต้องจ่ายภายใน 30 วัน หลังจากแพนด้าน้อยให้กำเนิดหรือจ่ายช้าได้ไม่เกิน 10 วัน เป็นจำนวนเงิน 7.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ ส่วนงวดที่สองจะจ่ายภายในปีที่สอง โดยเงินจำนวนดังกล่าวเป็นไปตามข้อตกลงของโครงการวิจัยและจัดแสดงแพนด้าในประเทศไทยที่ทำตามข้อตกลงของรัฐบาลไทย-จีน เพื่อเป็นการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือแพนด้าที่อาศัยตามธรรมชาติในประเทศจีน
อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนทั้งแง่ของจิตวิทยาความรักความผูกพันของคนไทยที่มีต่อแพนด้า และผลบวกด้านเศรษฐกิจทั้งการทำรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้แก่ จ.เชียงใหม่ คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 3,000 ล้านบาท ในส่วนของสวนสัตว์นั้นแพนด้าทำรายได้ให้ปีแรกถึง 120 ล้านบาท รวมแล้ว 6 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่า 500-600 ล้านบาท
การมาถึงของ “ช่วงช่วง” และ ”หลินฮุ่ย” ยังทำให้การศึกษาวิจัยแพนด้าของทีมสัตวแพทย์ไทยก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ภายใต้ความร่วมมือของทั้งผู้เชี่ยวชาญจากจีนและผู้เชี่ยวชาญจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยการผสมพันธุ์แพนด้า ซึ่งหลังใช้ความพยายามทดลองผสมพันธุ์กันทั้งแบบธรรมชาติและผสมเทียมมานานถึง 3 ปี ปรากฏว่า "ช่วงช่วง" เพศผู้ ปฏิเสธการผสมพันธุ์กันเองกับ "หลินฮุ่ย" ตลอดมา ด้วยเหตุผลคือ การเป็นตัวผู้ที่ยังไม่ประสา วิถีทางที่ทีมสัตวแพทย์เลือกใช้จึงเลี่ยงไม่ได้กับการรีดน้ำเชื้อของ "ช่วงช่วง" เก็บไว้แล้วนำมาฉีดเข้าใส่มดลูกเพื่อผสมเทียมให้ "หลินฮุ่ย" ในช่วงที่ตรวจพบว่ามีวงรอบของการเป็นสัดหรือมีความต้องการทางเพศสูงสุดในรอบปี
นับตั้งแต่ปี 2550 เจ้าหน้าที่ใช้วิธีฉีดน้ำเชื้อตัวผู้เข้าไปผสมเทียมให้หลินฮุ่ยแต่ไม่สำเร็จ ต่อมาในปี 2551 หลินฮุ่ยเว้นการเป็นสัดไปจึงงดทำผสมเทียม กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ปีนี้ ทีมสัตวแพทย์ของไทยร่วมกับ ดร.มิช บุช ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางยาสลบจากสวนสัตว์แห่งชาติอเมริกา ได้มาร่วมกันวางยาสลบแล้วทำการผสมเทียมฉีดน้ำเชื้อของ “ช่วงช่วง” เข้าไปในโพรงมดลูกของ ”หลินฮุ่ย” ที่ถูกวางยาสลบ และยังฉีดเข้าไปไว้ที่บริเวณปากโพรงมดลูกอีกส่วน
จากนั้นติดตามเฝ้าดูอาการของ “หลินฮุ่ย” กันอย่างต่อเนื่อง ต่อมา “หลินฮุ่ย” เริ่มแสดงอาการคล้ายกับว่าตั้งท้องคือระดับฮอร์โมนสูง เบื่ออาหาร นอนมากขึ้น เจ้าหน้าที่พยายามทำอัลตราซาวนด์เพื่อจะตรวจหาตัวอ่อนต่อมาได้พบว่ามีสิ่งผิดปกติเป็นก้อนขยับอยู่ในมดลูกของ “หลินฮุ่ย” แต่ยังไม่มั่นใจ
จนกระทั่งวันที่ 27 พฤษภาคม โดยที่ไม่มีผู้ใดคาดฝัน “หลินฮุ่ย” ได้สร้างความตื่นตะลึงให้ทุกคนด้วยการให้กำเนิดทายาทคือ “แพนด้าน้อย” เพศเมีย ออกมา 1 ตัว ในเวลา 10.39 น. และทางจีนได้ส่ง นายเว่ย หมิง ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เพาะพันธุ์หยาอัน เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน บินตรงมาช่วยทีมสัตวแพทย์สวนสัตว์เชียงใหม่ดูแลแพนด้าน้อยที่เพิ่งคลอดใหม่อย่างใกล้ชิด ผ่านมา 5 วัน การรายงานข้อมูล พบว่าแม่ลูกแพนด้ามีอาการที่สมบูรณ์แข็งแรงขึ้นตามลำดับ
ข่าวดีที่สุดคือหลังการตรวจสุขภาพทุกครั้งนายเว่ย หมิง ผู้เชี่ยวชาญจีนถึงกับระบุว่า "แพนด้าน้อย" ที่กำเนิดในเมืองไทยตัวนี้ พยากรณ์เอาไว้ได้เลยว่าเมื่อเติบโตมาจะเป็นประชากรแพนด้าที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยพบทั่วไปในแพนด้าเกิดใหม่ที่เห็นในหลายๆ ประเทศ
สำหรับคำถามที่คนไทยสนใจมากคือ เราจะยื้อให้แพนด้าอยู่นานกว่าสัญญาที่ทำกับจีนได้หรือไม่นั้น พล.อ.เลิศรัตน์ บอกว่า การที่ประเทศไทยสามารถเลี้ยงดูแพนด้าได้อย่างสมฐานะ จนแม่แพนด้าสามารถให้กำเนิด "แพนด้าน้อย" ออกมาอย่างสมบูรณ์แข็งแรงเช่นนี้ แสดงถึงการเลี้ยงดูหลินฮุ่ยและช่วงช่วงเป็นอย่างดีนั้น ตนคิดว่าการที่จีนจะต่อสัญญาให้อีก 10 ปีนั้นไม่ใช่เรื่องยากนักเพราะเราดูแลเขาดี
ถึงจะหวงแหนเสียดายมากเท่าใด แต่เหตุผลที่เหมาะสมที่ไทยควรละความผูกพันส่งมอบคืน "แพนด้าน้อย" ให้ไปอยู่จีนถิ่นเดิมก็คือ เปิดโอกาสให้ "แพนด้าน้อย" สามารถไปจับคู่ผสมพันธุ์กับแพนด้าหนุ่มที่อายุมากกว่า 6 เดือน-1 ปีในต่างแดน เพื่อในอนาคตแพนด้าน้อยจะได้ผสมพันธุ์กับคู่ที่เหมาะสมเพื่อช่วยเพิ่มประชากรแพนด้าที่มีคุณภาพในอนาคต ทั้งนี้หากปล่อยให้ผสมพันธุ์กันเองในหมู่ญาติ จะส่งผลให้ลูกแพนด้ามียีนด้อยลงเรื่อยๆ
"โดยความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้วจีนน่าจะยืดเวลาให้แพนด้าน้อยอยู่กับเราได้มากกว่า 2 ปีอยู่แล้ว แต่จะเป็น 3 หรือ 4 ปีนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความเป็นจริงแล้วถ้าลูกแพนด้าอยู่ที่ประเทศใดเกิน 3 ปี การที่จะไปสนิทสนมกับเจ้าบ่าวในอนาคตของเขาก็จะทำได้ลำบาก เพราะอย่างกรณีของช่วงช่วงกับหลินฮุ่ยนั้น กว่าจะนำมาปล่อยเลี้ยงอยู่ด้วยกันจนเกิดความคุ้นเคยกันยังต้องใช้เวลาปรับตัว จึงเป็นเหตุผลที่จีนแจ้งกับเราว่าถ้าจะเก็บไว้เกิน 2 ปี จะทำให้โอกาสให้เขาไปหาคู่ของ "แพนด้าน้อย" ลดน้อยลงไปในอนาคต" พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย
ขวัญดาว จิตรพนา



