ข่าว

 ปิดช่องโหว่กม.ต้นเหตุสังหารหมู่'ช้าง'

ปิดช่องโหว่กม.ต้นเหตุสังหารหมู่'ช้าง'

05 มี.ค. 2556

ปิดช่องโหว่..กฎหมาย ต้นเหตุสังหารหมู่'ช้าง' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

                หลังจากองค์การอนุรักษ์สัตว์ล่ารายชื่อ 5 แสนคน ยื่นต่อรัฐบาลไทยเพื่อสร้างกระแสกดดันให้เอาจริงในเรื่องปราบปรามแก๊งค้างาช้างข้ามชาติ เนื่องจากไทยเป็นตลาดค้างาช้างขนาดใหญ่ที่ไร้มาตรการควบคุมอย่างสิ้นเชิง

                3 มีนาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศกลางที่ "ประชุมไซเตส" หรือ การประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ที่มีผู้เข้าร่วม 177 ประเทศ ว่า จากนี้ไปรัฐบาลไทยจะมีนโยบายปกป้องและอนุรักษ์ช้างอย่างเต็มที่ ตนรู้สึกเสียใจที่ไทยกลายเป็นเส้นทางค้างาช้างผิดกฎหมาย เพราะเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองมีบทบาทในประวัติศาสตร์คู่บารมีพระมหากษัตริย์มาอย่างยาวนาน แม้กระทั่งธงชาติไทยในอดีตก็มีรูปช้างปรากฏเป็นสัญลักษณ์ ในปัจจุบันหลายหน่วยงานยังใช้ช้างเป็นสัญลักษณ์

                พร้อมกล่าวถึง 3 นโยบายเบื้องต้นว่า 1.รัฐบาลจะเพิ่มงานด้านการข่าวและร่วมมือกับศุลกากรประเทศต่างๆ เพื่อช่วยตรวจตรางาช้างจากทวีปแอฟริกา 2.เข้มงวดและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผลิตภัณฑ์งาช้างในไทย และ 3.แก้ไขกฎหมายไทยให้เป็นสากล

                ทั้งนี้ กฎหมายไทยแบ่งช้างเป็น 2 ประเภทคือ "ช้างป่า" เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอยู่ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติฯ กับ "ช้างบ้าน" หรือช้างเลี้ยงเป็นสัตว์พาหนะ เอกชนเป็นเจ้าของแต่ต้องจดทะเบียนตั๋วรูปพรรณเมื่ออายุ 8 ปีขึ้นไป อยู่ในการควบคุมดูแลของกระทรวงมหาดไทย ช่องโหว่สำคัญคือ เจ้าของช้างสามารถนำงาและชิ้นส่วนต่างๆ มาค้าขายได้ ส่วนงาช้างแอฟริกานั้น ห้ามนำเข้ามาในประเทศอย่างเด็ดขาด

                เพื่อให้คำประกาศต่อหน้าผู้แทน 177 ประเทศ มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เจ้าหน้าที่ได้แจกข้อมูลแก่สื่อมวลชนว่ามี 5 กระทรวง ร่วมกับ 2 หน่วยงานถูกสั่งให้ปฏิบัติการสู้แก๊งค้างาช้างเลือดอย่างเร่งด่วน  โดยสรุปรายละเอียดได้ดังนี้ 1.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เพิ่มการตรวจปราบปรามกลุ่มธุรกิจค้างาช้าง ขอความร่วมมือไม่ส่งขายไปต่างประเทศ และที่สำคัญคือ เสนอให้เพิ่ม "ช้างแอฟริกัน" อยู่ใน พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และให้เร่งจัดทำร่างกฎหมายคุ้มครองช้างโดยเฉพาะ

                2.กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครองจัดทำข้อมูลตั๋วรูปพรรณช้างบ้านให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้จดทะเบียนตั้งแต่ช้างอายุ 15 วัน และอายุตั๋วรูปพรรณคราวละ 5 ปี ต้องมาต่ออายุ พร้อมทำเครื่องหมายประจำตัวให้ชัดเจน ใส่ไมโครชิพ มีหมายเลขไมโครชิพเพื่อช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงตำหนิของงาช้าง  3.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์มีหน้าที่ช่วยตรวจสอบตั๋วรูปพรรณช้างอย่างละเอียด ก่อนจะออกใบอนุญาตให้เคลื่อนย้ายช้าง จัดทำระบบคอมพิวเตอร์ช่วยติดตามระหว่างการเคลื่อนย้ายช้างด้วย
 
                4.กระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ต้องกำหนดให้จดทะเบียนพาณิชย์สำหรับโรงงานแปรสภาพแกะสลักและทำหัตถกรรมจากงาช้าง ผู้ค้าปลีกหรือค้าส่งงาช้าง รวมทั้งผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับงาช้างทุกประเภทต้องจัดทำบัญชีและลงบัญชีให้เป็นไปตามประกาศกรมทะเบียนการค้า 5.กระทรวงการคลัง กรมศุลกากร เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบนำเข้างาช้างจากประเทศอื่นๆ ช่วง พ.ศ.2552-2555 ได้จับกุมงาช้างแอฟริกันรวมประมาณ 10 ตัน หรือ 1 หมื่นกิโลกรัม

                นอกจากนี้ยังให้ บ.ท่าอากาศยานไทยฯ ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ ทำการรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่นำเข้าและส่งออก รวมถึงซื้อขายสินค้าเกี่ยวกับงาช้าง ทั้งในสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น มีนโยบายให้เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงตำรวจสากลด้วย

                ดร.คาร์ลอส ดรูวส์ ผอ.โครงการกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) หนึ่งในเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์สัตว์ป่าระดับนานาชาติ รู้สึกยินดีกับคำประกาศเป็นอย่างมาก พร้อมตั้งความหวังว่า นโยบายข้างต้นจะช่วยกำราบแก๊งค้าสัตว์ป่าและช่วยหยุดตลาดค้างาช้างในไทย แต่เพื่อให้ชัดเจนกว่านั้น อยากให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ช่วยกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการแก้ไขกฎหมายเพื่อยุติการค้างาช้าง และการดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะการสังหารหมู่ช้างเกิดขึ้นทุกวัน ไทยเป็นตลาดค้างาช้างใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน หน่วยงานรัฐรับรองผู้ค้างาช้างถูกกฎหมายมากถึง 67 ราย มีขายงาช้างมากกว่า 250 ร้าน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ สถานที่ขายสินค้าจากงาช้างนั้น แหล่งใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ได้แก่ ตลาดนัดสวนจตุจักร ถนนเจริญกรุง ถนนเยาวราช ห้างสรรพสินค้าริเวอร์ซิตี้ ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทน์ และย่านถนนสีลม-สุรวงศ์
 

"ช้างไทย" เหลือกี่ตัว ?

ข้อมูลจาก "สถาบันคชบาลแห่งชาติ" ระบุว่า ปัจจุบันช้างเลี้ยงในประเทศไทยเหลือประมาณ 2,700 เชือก หากเปรียบเทียบกับ 160 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2393 มีไม่ต่ำกว่า 1 แสนเชือก ลดลงประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ ส่วน "ช้างป่า" นั้นนับจำนวนได้ยากแต่ผู้เชี่ยวชาญประมาณว่ามีจำนวน 2,000-3,000 ตัว


.............

(หมายเหตุ : ปิดช่องโหว่..กฎหมาย ต้นเหตุสังหารหมู่'ช้าง' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)