ข่าว

เฮ!'หมอมะกัน'พบทางรักษาเด็กติดเอดส์

เฮ!'หมอมะกัน'พบทางรักษาเด็กติดเอดส์

04 มี.ค. 2556

แพทย์มะกันประกาศผลสำเร็จในการรักษาเด็กชาวเมืองมิสซิสซิปปี ที่ติดเชื้อเอดส์ตั้งแต่กำเนิด ชี้พบเชื้อถูกทำลายไปเกือบหมดแม้หยุดยารักษาแล้วเกือบปี

                         4 มี.ค. 56  สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะแพทย์แห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ประกาศผลสำเร็จในการกำจัดเชื้อไวรัสเอชไอวีในเด็กชาวอเมริกันคนหนึ่งจากเมืองมิสซิสซิปปีที่ติดเชื้อไวรัสระหว่างอยู่ในครรภ์มารดา ในการประชุมครั้งสำคัญเกี่ยวกับโรคเอดส์ในนครแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา เมื่อวันอาทิตย์ (3 มี.ค.) และเชื่อว่าแนวทางการรักษาเด็กอเมริกันรายนี้จะช่วยชีวิตเด็กที่เกิดในประเทศยากจนในทวีปแอฟริกาและทวีปอื่นๆ ทั่วโลกกว่า 300,000 คนต่อปีที่เกิดมาพร้อมกับเชื้อเอดส์ได้

                         นายแพทย์แอนโธนี เฟาซี แห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ หนึ่งในคณะแพทย์ที่ประกาศผลสำเร็จครั้งนี้กล่าวว่า อาจจะเรียกการรักษาครั้งนี้ได้ว่าเกือบจะรักษาได้หายเป็นปลิดทิ้ง และถือว่าเป็นความคืบหน้าในการรักษาผู้ติดเชื้อเอดส์จากครรภ์มารดาที่ก้าวหน้ามากที่สุด

                         ทั้งนี้ทีมแพทย์ได้ให้การรักษาเด็กคนนี้ตั้งแต่แรกคลอด โดยให้ปริมาณยามากเป็นพิเศษและรวดเร็วภายใน 30 ชั่วโมงหลังคลอด ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ผลการตรวจสอบจะยืนยันว่าทารกคนนี้ติดเชื้อเอชไอวีจากมารดาที่มีเชื้อเอชไอวีในตัวโดยไม่รู้ตัวจนกระทั่งต้องเข้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเพื่อทำการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งต้องมีการตรวจเชื้อเอดส์ก่อนทำการคลอดและพบว่าคุณแม่คนนี้มีไวรัสเอชไอวีในร่างกาย

                         เมื่อคลอดเด็กออกมา ทางโรงพยาบาลก็ได้ให้ยาต่อต้านไวรัสเอดส์แก่เด็กในปริมาณน้อย ก่อนที่แพทย์จะตัดสินใจส่งตัวเด็กไปยังโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หญิงฮานนาห์ เกย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อเอชไอวี ที่ได้ให้ยาต่อต้านเชื้อเอดส์ความเข้มข้นสูงแก่เด็ก

                         ตลอดเวลาการรักษาจนเด็กมีอายุ 18 เดือน เด็กมีการตอบสนองต่อการรักษาที่ดี แต่พ่อแม่ของเด็กก็หยุดนำเด็กเข้ารับการรักษาระยะหนึ่งก่อนที่จะนำเด็กเข้ามายังโรงพยาบาลอีกครั้งซึ่งเมื่อตรวจเลือดก็ไม่พบเชื้อไวรัสเอชไอวีในเลือดของเด็กอีก และการตรวจอย่างเข้มข้นในอีก 10 เดือนถัดมาก็ยืนยันว่าการรักษาด้วยวิธีการนี้ได้ผล

 

 

---------------------

(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AP)