
"จีเอ็มไทย"ยันแกร่ง-ไม่ปลดคนบริษัทแม่ปรับโครงสร้างไม่กระทบ-เร่งสร้างเชื่อมั่น
จีเอ็มไทยยันแข็งแกร่ง บริษัทแม่ในสหรัฐปรับโครงสร้างไม่กระทบ เดินหน้าทำธุรกิจต่อและไม่ปรับลดคนงาน แถลงแผนงานสร้างความเชื่อมั่นวันที่ 2 มิถุนายนนี้ เผยรออีก 60-90 วันรู้ผลเจรจาขอกู้จากธสน.และแบงก์ในไทย
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของสหรัฐ ยื่นเรื่องต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอรับการพิทักษ์ทรัพย์ หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการปรับโครงสร้างเป็นเวลา 3 เดือน ทำให้รัฐบาลสหรัฐถือครองหุ้น 60% ในบริษัทที่ปรับโครงสร้างใหม่ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐจะตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่เข้าไปดูแล
ส่วนผลกระทบต่อบริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นั้น นายสตีเฟน เค.คาร์ไลส์ ประธานกรรมการบริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ส เซาท์อีสต์ เอเชีย โอเปอเรชั่นส์ จำกัด และจีเอ็มประเทศไทย ยืนยันว่า จีเอ็มไทยยังมีความเข้มแข็ง พร้อมดำเนินธุรกิจต่อไป ซึ่งก็จะเดินสายชี้แจงหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจในไทย เพื่อยืนยันว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทแม่ไม่กระทบกับจีเอ็มในไทย เพราะได้แยกหน่วยธุรกิจออกจากบริษัทแม่แล้ว โดยในวันที่ 2 มิถุนายนนี้ จีเอ็มประเทศไทยจะแถลงข่าวแผนการจำหน่ายและการตลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น หลังการประกาศแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทแม่
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นายสตีเฟนได้เข้าพบนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อชี้แจงให้กระทรวงอุตสาหกรรมทราบถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจตามกฎหมายล้มละลายของสหรัฐ โดยระบุว่าไม่ได้มาขอความช่วยเหลือ และยืนยันว่าจะไม่มีการปลดคนในไทย และการหาสินเชื่อเพื่อใช้ในการลงทุนผลิตเครื่องยนต์ดีเซลในไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) และธนาคารพาณิชย์อื่นในไทย คาดว่าจะข้อสรุปภายใน 60-90 วัน ทั้งนี้ ไม่ได้ขอวงเงินกู้ถึง 15,000 ล้านบาท
"จีเอ็มเชื่อว่าการลงทุนในไทยยังมีโอกาส ซึ่งต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียน และต้องการให้เป็นศูนย์กลางการผลิตของโลกในผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น รถยนต์ปิกอัพขนาด 1 ตัน นอกจากนี้ จีเอ็มอยู่ระหว่างการพัฒนารถยนต์อี 85 ซึ่งพร้อมจะลงทุนผลิตเมื่อรัฐบาลไทยมีความชัดเจน" นายสตีเฟนกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปี 2552 ยอดการผลิตของจีเอ็มในไทยลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 40% เนื่องจากบริษัทแม่มีปัญหาส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าในไทย แต่ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา การผลิตเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ คาดว่าปีนี้จะมียอดผลิต 4 หมื่นคัน ลดลงจากปีที่แล้วที่มียอดผลิต 1 แสนคัน โดยรถยนต์ที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะส่งออก 75%



