ข่าว

'ปู'รับลูกแก้กม.ค้างาช้าง

'ปู'รับลูกแก้กม.ค้างาช้าง

04 มี.ค. 2556

นายกฯ ย้ำไม่มีใครห่วงใยช้างเท่าคนไทย เตรียมแก้กม.ยุติการค้าผลิตภัณฑ์งาช้างตามหลักสากล หวังคุ้มครองช้างในไทย-แอฟริกา เชื่อความร่วมมือกับไซเตส ช่วยปกป้องสัตว์ป่า

                         4 มี.ค. 56  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส ครั้งที่ 16 วานนี้ (3 มี.ค.) ว่า การประชุมไซเตสครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นในประเทศไทย โดยครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อปี 2547 แสดงให้เห็นว่าไทยให้ความสำคัญอย่างมากกับการประชุมไซเตส รวมถึงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยในโอกาสครบรอบ 40 ปีของไซเตส การกลับมาจัดการประชุมขึ้นที่ไทยอีกครั้ง เป็นการแสดงถึงความเชื่อมั่น และความไว้วางใจต่อการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ การอนุรักษ์แหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติ และการให้การส่งเสริมเพื่อให้เกิดความร่วมมือของไทย รวมถึงภูมิภาคอาเซียน

                         ทั้งนี้ การส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทย โดยประเทศไทยได้จัดทำแผนแม่บทแห่งชาติสำหรับการอนุรักษ์สัตว์ป่า ปี 2548-2557 มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เพิ่มประสิทธิภาพในการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์สัตว์ป่า และแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติให้ได้มาตรฐาน รวมถึงติดตามโครงการที่จะนำชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์กลับไปอยู่ตามแหล่งธรรมชาติดังเดิม

                         "ประเทศไทยยังมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและระบบนิเวศสำหรับชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าต่างๆ ตัวอย่างเช่น ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และห้วยขาแข้งในประเทศไทย ซึ่งอุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและได้รับการยอมรับเป็นมรดกโลก โดยวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องชีวิตสัตว์ป่าได้ดีขึ้นแล้ว ยังตรงกับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการเติบโตสีเขียว" น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุ

                         นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เป้าหมายของไซเตสจะสำเร็จได้ต้องผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่นนี้จึงเป็นเหตุผลว่า การประชุมครั้งที่ 13 ในประเทศไทย ไทยได้ก่อตั้งเครือข่ายปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่ผิดกฎหมายในภูมิภาคอาเซียน หรือเครือข่ายอาเซียนเว็น ซึ่งเกิดความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านการสร้างศักยภาพ และความพยายามในการประสานกฎระเบียบ ซึ่งภายในภูมิภาคอาเซียนเองก็มีชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่เป็นที่รู้จักกันในโลกอยู่จำนวนมาก

                         น.ส.ยิ่งลักษณ์ ย้ำว่า ภูมิภาคอาเซียนกำลังจะรวมกันเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 จึงมีความสำคัญอย่างมากที่จะต้องปกป้องภูมิภาคจากกิจกรรมข้ามพรมแดนที่ผิดกฎหมาย หวังว่าการคุ้มครองสัตว์ป่าและความร่วมมือเพื่อต่อต้านการค้าพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ที่ผิดกฎหมายจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อาเซียน เพื่อลดผลกระทบเชิงลบของการเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้น

                         "ในส่วนของช้าง เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย ทั้งทางด้านวัฒนธรรมและมีบทบาทในประวัติศาสตร์ของชาติไทยคู่บารมีกับพระมหากษัตริย์มาอย่างยาวนาน ในปัจจุบัน พระบรมวงศานุวงศ์ โดยเฉพาะสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำริผลักดันโครงการนำช้างกลับสู่ผืนมาป่ามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ช้างจึงปรากฏอยู่ในสัญลักษณ์ของชาติมาโดยตลอด ทั้งธงชาติไทยแบบเก่า ที่ยังปรากฏอยู่ในบางหน่วยงาน เช่น กองทัพเรือ และสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ เราควรจะปกป้องช้างและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่ตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับมนุษย์ ช้างก็มีจิตใจและความรู้สึก" น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

                         นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า เราควรให้ความสนใจต่อการกระทำต่อช้าง จึงเป็นเหตุผลให้เราจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนช้างในธรรมชาติ ไทยร่วมเป็นหนึ่งในภาคีอนุสัญญาไซเตส เพื่อร่วมมือกับภาคีประเทศต่างๆ ในการต่อสู้กับการค้างาช้างข้ามประเทศ อย่างไรตาม เป็นที่น่าเสียใจที่ประเทศไทยกำลังถูกใช้เป็นเส้นทางการค้างาช้างอย่างผิดกฎหมาย ทั้งนี้ รัฐบาลมีมาตรการการแก้ปัญหา ดังนี้ 1.รัฐบาลได้เพิ่มงานด้านการข่าวและร่วมมือกับศุลกากรประเทศต่างๆ ซึ่งช่วยลดจำนวนการค้างาช้างแอฟริกา

                         2.รัฐบาลไทยได้เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย โดยจำกัดผลิตภัณฑ์ที่มาจากงาช้างในประเทศที่อยู่ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ช้างในประเทศสามารถนำมาใช้เป็นพาหนะอย่างถูกกฎหมายในพื้นที่ป่าเขา จะต้องบังคับใช้กฎมายอย่างบูรณาการในเรื่องนี้ และต้องมีระบบการลงทะเบียนของช้างในประเทศและผลิตภัณฑ์งาช้าง เพื่อให้สามารถเปิดโปงขบวนการการค้าผลิตภัณฑ์งาช้างอย่างผิดกฎหมาย และ 3.ก้าวต่อไป เราต้องแก้ไขกฎหมายของชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะยุติการค้าผลิตภัณฑ์งาช้าง เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสากล จะช่วยให้มีการคุ้มครองช้างในไทยและแอฟริกา

                         "เชื่อว่าไม่มีใครให้ความรักและห่วงใยช้างได้เท่าคนไทยแล้ว ที่พร้อมจะปกป้องการค้าช้างข้ามชาติ ซึ่งได้มีการพูดคุยและทำงานร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จากทั้งภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนภาคีของไซเตสอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ความร่วมมือผ่านไซเตสจะเป็นกลไกสำคัญที่จะนำไปสู่การคุ้มครองและสร้างความปลอดภัยสัตว์ป่าในธรรมชาติและสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งเป็นจุดหมายร่วมกันของทุกคน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมครั้งนี้จะประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายแนวทางคุ้มครองสัตว์ป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม" น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว