
หวั่นกู้ลงทุน2ล้านล้านไร้วินัย!!
หวั่นกู้ลงทุน 2 ล้านล้าน ไร้วินัย ชงญี่ปุ่นต้นแบบใช้หนี้คืนยาว 35 ปี
ในที่สุดรัฐบาลก็ไฟเขียวยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำเป็นร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อใช้ในการลงทุน 2 ล้านล้านบาท จากที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังได้พิจารณารายละเอียดของโครงการร่วมกันหลายรอบกว่าจะได้ข้อสรุป แต่สุดท้ายการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ยังเป็นแค่กรอบกว้างๆ และสามารถปรับเปลี่ยนไส้ในของโครงการได้อีกจนกว่าจะเสนอร่าง พ.ร.บ.กลับเข้าครม.อีกครั้งกลางเดือนมีนาคมนี้ ก่อนที่จะบรรจุร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระ 1 ภายในเดือนเมษายน เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการออกกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
ระหว่างนี้กระทรวงคมนาคมก็เตรียมปูพื้นฐานสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงประชาชนทั่วไป ผ่านทางการจัดแสดงนิทรรศการการลงทุนระบบรางตามแผนยุทธศาสตร์และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนในวันที่ 7-10 มีนาคมนี้ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งรัฐบาลคาดหวังว่าจะทำให้สาธารณชนสนับสนุนการกู้เงินครั้งมโหฬารนี้
ชงยึดวินัยใช้หนี้แบบญี่ปุ่น
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้ปรับเปลี่ยนโครงการไปมา จนต้องเตรียมเอกสารโครงการสำรองไว้หลายชุด เพราะจากโครงการลงทุนในระยะ 10 ปี ทั้งด้านระบบขนส่งทางถนน ทางราง ทางน้ำ ทางอากาศนั้น จะใช้เงินทั้งสิ้น 4.2 ล้านล้านบาท แต่คัดเลือกเฉพาะที่เห็นว่ามีความเร่งด่วนออกมาก่อน คือ การลงทุนทางระบบรางและอื่นๆ อีกเล็กน้อย รวมวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ส่วนโครงการที่เหลือถูกจัดอันดับไว้เป็นโครงการสำรอง เพราะน่าจะเริ่มได้ช้ากว่า
ส่วนที่ นายกิตตรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่าจะนำโครงการลงทุนด้านอื่นๆ ไปจัดสรรในงบประมาณปกตินั้น มองว่ามีความเป็นไปได้ยาก เพราะงบประมาณแต่ละปียังมีงบลงทุนค่อนข้างจำกัด และยังต้องจัดสรรงบส่วนหนึ่งเตรียมการชำระหนี้เก่าและหนี้ใหม่ด้วย ประกอบกับนโยบายของกระทรวงการคลังต้องการให้งบประมาณเข้าสู่ภาวะสมดุลในปี 2558 หากจะทำงบขาดดุลเพื่อกู้เงินมาลงทุนโครงการที่เหลือ จึงมีโอกาสเป็นไปได้น้อย ทำให้มีการจับโครงการที่ไม่อยากรองบประมาณมาใส่ในการกู้เงินครั้งนี้ทั้งหมด
สำหรับหนี้เงินกู้ก้อนใหม่ 2 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 7 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2556-2563 น่าจะใช้เงินลงทุนปีละไม่เกิน 4 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยต่อปี 2-3 แสนล้านบาท ขณะที่ปีแรกทางกระทรวงการคลังคาดว่าจะใช้เงินไม่เกินแสนล้านบาท เนื่องจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะกู้ให้ตามความจำเป็นใช้เงิน โดยจะไม่กู้เงินมากองไว้และต้องให้สอดคล้องกับระยะการลงทุน 7 ปีด้วย
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ แนวทางการใช้หนี้เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ถือเป็นภาระงบประมาณนั้น สบน.ได้นำวิธีการบริหารหนี้ของประเทศญี่ปุ่นมาเป็นต้นแบบ โดยเฉพาะการสร้างวินัยในการชำระหนี้คืนแต่ละปี ซึ่งมีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยจะหมดภายในเมื่อไหร่ เช่น การกู้เงินมาใช้ทำโครงการ 600 ล้านบาท กำหนดชำระหนี้คืนปีที่ 10 ก่อน 100 ล้านบาท จากนั้นทยอยใช้หนี้คืนไปจนถึงปีที่ 60 จะหมดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งแม้จะใช้เวลานานแต่หนี้หมดในระยะเวลาที่แน่นอน
ทั้งนี้ แนวทางที่ สบน.เสนอให้รัฐบาลพิจารณาไปนั้นจะให้มีระยะเวลาปลอดหนี้ประมาณ 10 ปี และให้เริ่มตั้งงบประมาณชำระหนี้คืนปีที่ 11 ที่สัดส่วน 10% ของ 2 ล้านล้านบาท ก็จะเป็นเงิน 2 แสนล้านบาท จากนั้นทยอยชำระหนี้คืนในแต่ละปีอาจจะไม่ถึง 10% ขอให้ได้อย่างน้อย 3% ซึ่งใจจริงอยากให้ตั้งงบใช้หนี้คืนปีละ 5% ด้วยซ้ำ เพราะหากตั้งแค่ปีละ 3% ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 35 ปี กว่าจะใช้หนี้ได้หมด หากตั้งแค่ 1% คงต้องใช้เวลาเป็น 100 ปี กว่าจะใช้หนี้ได้หมด
“แนวทางบริหารหนี้และการชำระหนี้ที่ สบน.เสนอไปนั้น ฝ่ายที่ยึดวินัยการคลังอย่างทาง ส.ว.ก็คงอยากให้ใช้หนี้โดยเร็ว แต่คงขึ้นอยู่กับฝ่ายรัฐบาลจะเห็นด้วยหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้การตั้งงบประมาณชำระหนี้คืนแต่ละปีก็ได้ค่อนข้างน้อยแค่ 2% ของวงเงินรวมเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ และจะใช้หลักมีก็จ่ายไม่มีก็ไม่จ่ายมาตลอด หากหนี้ถึงกำหนดก็ใช้วิธียืดระยะเวลาชำระหนี้ออกไปเรื่อยๆ ทำให้เราไม่มีวินัยในการชำระหนี้คืนเหมือนญี่ปุ่น”
ฟันธง7ปีได้เห็นแค่จุดเริ่มต้น
แหล่งข่าวอีกว่า การกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการ ขณะนี้ยอมรับว่ายังไม่ได้กำหนดรูปแบบวิธีการกู้เงิน เพราะยังไม่เห็นภาพชัดเจนว่าโครงการใดจะเริ่มใช้เงินก่อน และคงต้องรอให้ พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ก่อน คาดว่ากว่าจะใช้เงินจริงคงเป็นปีหน้ามากกว่า เพราะเท่าที่ดูโครงการหลักๆ ใน 2 ล้านล้านบาทแล้ว มีประมาณ 80-90% เกี่ยวข้องกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งต้องยอมรับว่าร.ฟ.ท.เป็นหน่วยงานที่ทำงานล่าช้าและมีปัญหามาก ดูจากรถไฟฟ้าสายสีแดงที่ผ่านมา 2 ปี ส่วนต่อขยายจากบางซื่อไปรังสิตยังไม่สามารถเริ่มได้ด้วยซ้ำ และการก่อสร้างรถไฟ 10 เส้นทาง รวมถึงรถไฟความเร็วสูงก็น่าจะติดปัญหาอีกมาก ทั้งการทำอีไอเอและการเวนคืนที่ดิน
โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงนั้น 7 ปี สิ่งที่ได้เห็นน่าจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโครงการมากกว่า อย่างเส้นกรุงเทพฯ-หัวหินอาจจะทำง่ายที่สุดและเร็วที่สุด เพราะเส้นทางไม่ได้ตัดผ่านภูเขาหรือบ้านเรือนประชาชน และเส้นกรุงเทพฯ-พัทยาก็น่าจะมีความเป็นไปได้ แต่เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่นั้น ดูแล้วท่าจะเกิดยาก แค่ผ่านอีไอเอก็ยากแล้ว เพราะเป็นเส้นทางที่ต้องผ่านภูเขา ป่าไม้ และทำลายธรรมชาติอย่างมาก
สิ่งที่น่าจะลงทุนและทำได้เร็วน่าจะเป็นโครงการเล็กๆ อย่างการขยายถนน 4 ช่องจราจร ที่คมนาคมสำรองไว้ถึง 20-30 เส้นทาง แต่กระทรวงการคลังโดย สบน.เลือกมาทำก่อน 10 เส้นทาง โดยมีกรมทางหลวงชนบทเป็นผู้รับผิดชอบดูแล รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่แทรกเสริมเข้ามาอย่างเช่น การสร้างด่านศุลกากรใหม่ 28 ด่าน และปรับปรุงด่านเก่าอีก 8 แห่ง ภายใต้วงเงินประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ที่น่าจะเริ่มเดินหน้าได้ตั้งแต่ปีนี้ ซึ่งถือเป็นความพยายามผลักดันของนายกิตติรัตน์อย่างมาก ที่ต้องการให้ด่านศุลกากรของไทยทันสมัยทัดเทียมกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย จึงนำโครงการลงทุนดังกล่าวมาไว้ในหมดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย
คมนาคมเฟ้นระบบรางทำก่อน
สำหรับแผนงานและโครงการที่ ครม.เห็นชอบภายใต้ในวงเงิน 2 ล้านล้านบาท นั้น จะเป็นการลงทุนช่วงปี 2557-2563 ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนมาสู่การขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า วงเงิน 309,564 ล้านบาท 2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน วงเงิน 954,757 ล้านบาท และ 3.การพัฒนาและปรับปรุงระบบขนส่ง เพื่อยกระดับความคล่องตัว 672,503 ล้านบาท นอกจากนี้ได้กันวงเงินอีก 63,176 ล้านบาท ไว้เป็นเงินสำรองจ่ายเผื่อเหลือเผื่อขาดด้วย
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ระบุว่า โครงการที่บรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย การลงทุนทางระบบราง 80% การลงทุนระบบถนน 10% และคมนาคมทางน้ำประมาณ 10% แบ่งเป็นโครงการที่บรรจุอยู่ในเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และงบประมาณปกติ รวมทั้งสิ้น 4.2 ล้านล้านบาท โดยเชื่อว่าระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในระหว่างปี 2556-2563 จะเพิ่มขึ้นสูงสุดไม่เกิน 50% ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง
สำหรับโครงการที่อยู่ในยุทธศาสตร์ 2 ล้านล้าน ได้แก่ การสร้างรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง ประกอบด้วย เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่, กรุงเทพฯ-พัทยา, กรุงเทพฯ-หัวหิน และกรุงเทพฯ-นครราชสีมา รวมถึงการก่อสร้างรถไฟฟ้า 10 สาย การขยายถนน 4 เลน และการสร้างมอเตอร์เวย์ ส่วนโครงการที่เหลือจะให้ไปใช้งบปกติช่วง 7-8 ปีข้างหน้าแทน
ทั้งนี้ มองว่าการลงทุนในโครงการระบบขนส่งมวลชนทั้งหมดจะช่วยให้เกิดการสร้างงานได้ 5 แสนตำแหน่ง และลดค่าขนส่งหรือต้นทุนโลจิสติกส์ลงเหลือ 13.2% ต่อจีดีพี จากปัจจุบันค่าโลจิสติกส์ของไทยสูงถึง 15.2% เมื่อเทียบกับมาเลเซียอยู่ที่ 13.2% และสิงคโปร์ 9%
นอกจากนั้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะทำให้จีดีพีที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 1% ต่อปี ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเฉลี่ย 1% ต่อจีดีพี แต่จะช่วยลดการนำเข้าพลังงานได้แสนล้านบาทต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ใช้เงินกว่า 7 แสนล้านบาทต่อปี ช่วยลดต้นทุนการผลิต ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อการส่งออก และดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะยาว พร้อมทั้งจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากฐานเฉลี่ย 0.16% ต่อปี แต่จะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะยาว
นายชัชชาติ มั่นใจว่า หากไทยสามารถเดินหน้าโครงการได้จริงจะเป็นการพลิกโฉมประเทศ และดึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกกลับคืนมา และยังจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน
นักวิชาการจับตาค่าก่อสร้างแพงเว่อร์
ด้าน นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ให้ความเห็นว่า แนวคิดในการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ ช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเกิดการจ้างงานจริง แต่วงเงินที่ใช้ลงทุนระบบรางเพียงอย่างเดียวเกือบ 2 ล้านล้านบาทนั้น มองว่าสูงเกินความเป็นจริง ที่เดิมมองว่าไม่น่าจะเกิน 1 ล้านล้านบาท และสามารถมีเงินใช้ลงทุนด้านระบบขนส่งทางน้ำและอากาศเพิ่มเติมได้
ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ ไส้ในของโครงการว่าเป็นการลงทุนที่น่าจะมีรายการขอมาค่อนข้างมาก ซึ่งจะทำให้การใช้เงินไม่เกิดประโยชน์แท้จริง เช่น ค่าก่อสร้างอาจจะสูงกว่าความเป็นจริง เป็นต้น นอกจากนั้นที่น่าเป็นห่วงคือ หนี้สาธารณะ จะขึ้นไปสูงในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน หากมีการนำโครงการที่ถูกตัดออกไปจาก 4.2 ล้านล้าน เข้ามาบรรจุในงบประมาณประจำปี โดยมองว่า น่าจะทะลุ 60% อย่างแน่นอน
“ไม่ได้ห่วงการกู้เงินหรือการบริการหนี้ของ สบน.แต่ห่วงตัวเลขหนี้ภาครัฐที่จะปูดขึ้นไปสูงเกินระดับความมั่นคงทางการคลัง ซึ่งดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าที่ควร ส่วนโครงการลงทุน 2 ล้านล้านนั้น หากเดินหน้าไปได้จริงก็น่าจะเกิดประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจและระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ แต่ 7 ปีอาจจะไม่เห็นอะไรคิดว่า 10 ปี น่าจะเห็นโครงการชัดเจนขึ้น และคงต้องจับตาดูการใช้เงินว่าตกหล่นไปมากน้อยแค่ไหน เพราะค่าก่อสร้างที่เสนอมาอาจจะสูงกว่าความเป็นจริงเท่าตัว”



