ข่าว

จี้ สสว.ปรับบทบาทช่วยเอสเอ็มอีเร่งใช้เงินร่วมทุน-แนะเลิกตั้ง บ.ลูก

จี้ สสว.ปรับบทบาทช่วยเอสเอ็มอีเร่งใช้เงินร่วมทุน-แนะเลิกตั้ง บ.ลูก

02 มิ.ย. 2552

"กอร์ปศักดิ์" จี้ สสว.ปรับบทบาทหลังพบอนุมัติเงินร่วมลงทุนไม่คืบ ขู่ตัดสิทธิ์เอสเอ็มอีที่ไม่มาใช้เงินภายใน 1 ปีเพื่อเปิดทางรายอื่น มอบนโยบายเลิกตั้งบริษัทลูกแข่งขันเอกชน หลังพบส่วนใหญ่ขาดทุน

 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เร่งรัดให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แก้ไขปัญหาการเบิกจ่ายและการใช้วงเงินกองทุนร่วมลงทุนที่ใช้ในการส่งเสริมเอสเอ็มอีจำนวน 2,500 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมามีบริษัทที่ได้รับอนุมัติให้ใช้วงเงินเพียง 108 ราย คิดเป็นเงินลงทุน 1,856.7 ล้านบาท แต่มีบริษัทที่สามารถใช้เงินได้จริงเพียง 59 บริษัท เงินลงทุน 1,145.15 ล้านบาท

 ทั้งนี้นายกอร์ปศักดิ์ เห็นว่าหากบริษัทใดที่ได้รับการอนุมัติแล้ว ไม่ยอมมาใช้เงินดังกล่าวภายใน 1 ปี ก็ให้ตัดสิทธิ์บริษัทนั้นออกไป เพื่อให้บริษัทอื่นที่มีความพร้อมมาขอใช้วงเงินในส่วนนี้ นอกจากนี้ ยังให้นโยบาย สสว.ว่าควรเป็นหน่วยงานที่คอยกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาเอสเอ็มอีมากกว่าทำหน้าที่สนับสนุนเงินทุนและไม่ควรตั้งบริษัทดำเนินธุรกิจแข่งขันกับเอกชนเหมือนในอดีต

 ที่ผ่านมา สสว.ได้ตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดำเนินธุรกิจต่างๆ จำนวนมาก แต่จากรายงานพบว่าส่วนใหญ่มีผลดำเนินงานที่ขาดทุน เช่น 1.บริษัทกรุงเทพเมืองแฟชั่น จำกัด ที่เลิกกิจการไปแล้ว 2.บริษัทอุตสาหกรรมขนมไทย จำกัด ขาดทุน 2.6 ล้านบาท ขณะนี้หยุดดำเนินกิจการ 3.บริษัทส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอี ขาดทุนสะสม 82 ล้านบาท หนี้สินผูกพัน 109 ล้านบาท ขณะนี้ดำเนินงานอยู่ เพราะมีข้อผูกพันเกี่ยวกับโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ 4.บริษัทห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร ขาดทุน 69 ล้านบาท แต่มีความจำเป็นต้องดำเนินธุรกิจต่อ

 นอกจากนี้ นายกอร์ปศักดิ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทที่ปิดกิจการไปแล้ว คณะกรรมการบริษัทหรือผู้บริหารต้องรับผิดชอบจากการนำเงินไปลงทุนแล้วเกิดความเสียหาย จึงให้ สสว.ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ และในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้จะเสนอขออนุมัติงบ 19 ล้านบาท นำไปใช้ในการชำระบัญชีของบริษัทรวมค่าปลีกเข้มแข็ง ที่ ครม.มีมติให้ยุบเลิกบริษัทซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เพียงพอ