
เร่งตั้ง กบช.นำร่องแรงงานนอกระบบคลังเล็งชงเข้า ครม.1-2 เดือน-สมัครใจออมเดือนละ 100 บาท
คลังเร่งผลักดันกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ เล็งชงเข้า ครม.ใน 1-2 เดือนนี้ ประเดิมแรงงานนอกระบบก่อน ให้สมัครใจออมขั้นต่ำ 100 บาท รัฐสมทบ 50 บาทต่อเดือน คาดเริ่มต้นมีภาระงบประมาณ 1.5 หมื่นบาทต่อปี หวังวางรากฐานการออมให้ประชาชนทั่วถึง
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า หลังจากที่คณะอนุกรรมการผลักดันการออมเพื่อวัยเกษียณแห่งชาติ ได้ประชุมเพื่อสรุปแนวทางของการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวแล้ว และแนวคิดการจัดตั้งได้ผ่านความเห็นชอบเบื้องต้นจากนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียบร้อยแล้ว กระทรวงการคลังก็เตรียมที่จะเสนอร่างกฎหมายจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบภายใน 1-2 เดือนนี้
ทั้งนี้รูปแบบการออมจะเป็นไปในลักษณะสมัครใจ เงินออมขั้นต่ำ 100 บาท และรัฐบาลสมทบให้อีก 50 บาทต่อเดือน หรือมีภาระงบประมาณจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในส่วนของผู้ออมจะเริ่มจากแรงงานนอกระบบก่อนขยายไปสู่แรงงานในระบบอีกใน 2 ปีต่อมา หรือเมื่อภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งประเมินว่าหากผู้ออมจากแรงงานนอกระบบทั้งหมด 20 ล้านคน เข้าสู่การออมระบบนี้จะทำให้เงินกองทุนมีขนาดถึง 4 หมื่นล้านบาท มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดเมื่อเทียบกับการออมในรูปแบบอื่นๆ
"รัฐบาลอาจต้องใส่เงินประเดิมเพื่อตั้งกองทุนนี้ก่อน ซึ่งเรายังไม่ได้พูดถึง แต่เบื้องต้นรัฐจะมีภาระงบประมาณแต่ละปีจำนวนประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ถือว่าไม่มาก เพราะในแต่ละปีรัฐบาลได้ใช้เงินเพื่อดูแลคนชราทั่วประเทศ 1.8 ล้านคน มากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี ที่สำคัญแนวโน้มของภาระดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกปี การใช้เงินงบประมาณในจำนวนดังกล่าวถือเป็นการวางรากฐานอนาคตให้แก่ประชาชนของประเทศ" รายงานข่าวระบุ
ทั้งนี้ในระหว่างนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการจัดตั้งกองทุนนี้ จะต้องเร่งดำเนินการร่างกฎหมาย ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ถึงความสำคัญของการออมในรูปแบบนี้ให้แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบได้เข้าใจอย่างทั่วถึงควบคู่กันด้วย
พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ ผู้จัดการแผนงานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) กล่าวหลังการประชุมเรื่องการจัดตั้ง กบช.ร่วมกับสำนักงานเศรษกิจการคลัง ว่าประเด็นที่กลุ่มนักวิชาการเสนอต้องการยืนยันในหลักการใน 2 ประเด็น คือ การตั้ง กบช.ต้องครอบคลุมประชากรไทยทุกคนที่ไม่มีหลักประกัน ไม่ใช่เฉพาะแรงงานที่มีรายได้เท่านั้น
ส่วนประเด็นที่ 2 คือ กรณีที่เมื่อมีการจัดตั้ง กบช. กระทรวงการคลังจะตัดระบบเบี้ยยังชีพที่จ่ายให้ผู้สูงอายุเดือน 500 บาททิ้งนั้น เห็นว่าควรคงเอาไว้และนำมารวมกับ กบช.ในรูปแบบระบบบำนาญพื้นฐานที่รัฐต้องจ่ายให้ทุกคน เพราะเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนจะได้ภายใต้หลักการบำนาญพื้นฐานที่ทุกคนควรได้



