ข่าว

เจ้าแม่ครูตกอับกับการปฏิรูปการศึกษา

เจ้าแม่ครูตกอับกับการปฏิรูปการศึกษา

03 มี.ค. 2556

เจ้าแม่ครูตกอับกับการปฏิรูปการศึกษาเม็กซิโก : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา

               การตกอับแบบดราม่าน่าฉงนของ นางเอลบา เอสเทอร์ กอร์ดีโย  สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งเม็กซิโก ในฐานะประธานสหภาพแรงงานการศึกษา (เอสเอ็นทีอี) ในสัปดาห์นี้ ยังคงเป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนในประเทศที่ชินกับการมีผู้อิทธิพลกฎหมายไม่กล้าแตะ และสามารถขัดขวางการปฏิรูประบบการศึกษาที่ทุกคนลงความเห็นว่าล้มเหลวมานาน อดรู้สึกช็อกไม่ได้ จากนั้นก็กำลังลุ้นต่อว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดูเหมือนกับการจับผู้มีอิทธิพลรายอื่นๆ เพื่อความมุ่งหมายอะไรสักอย่าง ก่อนต้องปล่อยตัว เพราะหาหลักฐานไม่ได้หรือไม่ 

                ทันทีที่เครื่องบินส่วนตัวลงแตะพื้นที่สนามบินใกล้กรุงเม็กซิโก ซิตี้ เมื่อวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมนางกอร์ดีโย วัย 69 ปี ไปยังทัณฑสถานหญิงซานตา มาร์ทา อากาติตลา ในเมืองหลวงทันที เพื่อเตรียมดำเนินคดีในข้อหายักยอก

                ต่อมาอัยการแสดงแผนภูมิอันสลับซับซ้อนต่อผู้สื่อข่าวประกอบคำอธิบายว่า นางกอร์ดีโยยักย้ายถ่ายโอนเงินกองทุนสหภาพครูที่เธอเป็นประธานมานาน 25 ปี จำนวน 160 ล้านดอลลาร์ เข้าบัญชีส่วนตัวของตนเองในธนาคารสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอย่างไร ก่อนนำเงินเหล่านั้นไปจ่ายค่าผ่าตัดทำศัลยกรรมพลาสติก 1.7 หมื่นดอลลาร์ ซื้อบ้านหรูในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย 1 ล้านดอลลาร์ และเสื้อผ้าแฟชั่นไฮโซดัง "ไนแมน มาร์คัส" 3 ล้านดอลลาร์ 

                ผู้พิพากษากล่าวว่า จะใช้เวลาไม่เกิน 6 วัน (นับจากวันที่ 27 ก.พ.) ตัดสินว่า มีหลักฐานมากพอสั่งเดินหน้าพิจารณาคดีหรือไม่ แต่หากถูกตัดสินกระทำความผิด นางกอร์ดีโยอาจถูกจำคุก 30 ปี

                อันที่จริง กอร์ดีโยที่ชาวเม็กซิกันเรียกว่า "ลา มาเอสตรา" หรือ ครู ไม่เคยปิดบังความร่ำรวย เมื่อถูกสื่อสัมภาษณ์เรื่องนี้ เธอตอบแบบแล้วแต่ใครจะคิดว่า "เงินของดิฉันได้มาจากหยาดเหงื่อแรงงาน ไม่ได้ขโมยใครมา" ปล่อยให้ถามกันต่อไปว่า ลำพังเงินเดือนครูที่เธอระบุว่าตกประมาณ 6,000 ดอลลาร์นั้น จะมากพอสำหรับการใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อเพียงนี้ได้อย่างไร ยังไม่นับอสังหาริมทรัพย์อีกมากมาย

                ครั้งหนึ่ง หนังสือพิมพ์รีฟอร์มา รายงานว่า แม่พิมพ์ของชาติรายนี้ถือกระเป๋าราคา 5,500 ดอลลาร์ ใส่รองเท้าคู่ละ 2,000 ดอลลาร์ 

                สำหรับนักวาดการ์ตูนล้อการเมืองในหนังสือพิมพ์ ลา มาเอสตรา เป็นที่ชื่นชอบ เนื่องจากใบหน้าเป็นที่จดจำได้ทันที อีกทั้งกระเป๋าและเครื่องประดับแบรนด์เนม นำมาล้อได้เรื่อยๆ

                ในสายตาของคู่แข่ง ฝ่ายตรงข้าม ศัตรูการเมืองและนักข่าว มองว่า ลา มาเอสตรา เป็นสัญลักษณ์การทุจริตขนานแท้ดั้งเดิมแบบเม็กซิกัน ไร้อุดมการณ์ กฎหมายแตะต้องไม่ได้ ทุจริต เบียดบังเงินสนับสนุนสหภาพ กระทั่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมฝ่ายตรงข้าม แต่อัยการไม่เคยแจ้งข้อหาใดๆ ปล่อยให้เธอดำรงสถานะผู้มีอิทธิพลครอบงำเม็กซิโกต่อไป ในฐานะประธานสหภาพครู

                อิทธิพลของสหภาพครูส่วนหนึ่งมาจากตัวสหภาพเอง สมาชิกที่มีมากกว่า 1.5 ล้านคน เป็นสหภาพขนาดใหญ่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกาใต้ เป็นคะแนนเสียงกลุ่มก้อนที่มีนัยสำคัญ หากตัดสินใจหนุนหลังผู้สมัครคนใดคนหนึ่งในศึกเลือกตั้งที่ขับเคี่ยวกันสูสี อาจชี้ผลแพ้ชนะได้ ซึ่งก็เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งประกาศสนับสนุนนายฟิลิเป กาลเดรอน ทำให้นายกาลเดรอนเฉือนชนะคู่แข่งเลือกตั้งประธานาธิบดี 0.56% กลายเป็นศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีที่คู่คี่สูสีที่สุด

                การส่งนายกาลเดรอนขึ้นถึงประธานาธิบดี ก็ส่งให้ ลา มาเอสตรา และสหภาพของเธอ ได้รับการยกสถานะเป็นตัวแปรการเมืองในเม็กซิโก

                ใช่แต่การเลือกตั้งระดับชาติเท่านั้น ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและระดับรัฐ สหภาพแรงงานครูมีอิทธิพลมหาศาลต่อผลแพ้ชนะเช่นกัน

                วัฒนธรรมการเมืองแบบยื่นหมูยื่นแมว สหภาพแรงงานและกิ่งก้านสาขาการเมืองของสหภาพ มักได้รับประโยชน์ตอบแทนในรูปของเงินสนับสนุนและตำแหน่งทางการเมืองจากการหนุนหลังผู้สมัครถูกคนที่ชนะเลือกตั้ง

                อีกเหตุผลหนึ่งคือ ความเป็นนักสู้ของเธอเอง กอร์ดีโยเกิดในครอบครัวยากจน รัฐเชียปาส ซึ่งเป็นรัฐยากจนทางตะวันออกเฉียงตอนใต้ ในปี 2488 เคยทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ก่อนเป็นครู เข้าร่วมกับสหภาพแรงงานการศึกษาแห่งชาติขณะอายุเพียง 15 ปี ซึ่งในเวลานั้นถูกมองว่าเป็นคะแนนเสียงจัดตั้งของพรรคปฏิวัติสถาบัน (พีอาร์ไอ) ที่ผูกขาดอำนาจปกครองเม็กซิโกยาวนาน 71 ปี (ปี 2472-2543 จากนั้นว่างเว้นไปนาน 12 ปี ก่อนชนะเลือกตั้งอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว)

                เธอก้าวเดินบนเส้นทางเดียวกับนักการมืองเม็กซิกันส่วนใหญ่ ด้วยการค่อยๆ ไต่เต้าจากสหภาพแรงงาน พรรคการเมือง ตำแหน่งในรัฐบาล เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาของพรรคพีอาร์ไอ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

                บุคลิกไม่ยอมคน เป็นนักปฏิบัติ ทะเยอะทะยานและไม่ไว้หน้าใครหากเป็นเรื่องผลประโยชน์ของสหภาพ ทำให้เธอได้รับทั้งความยกย่อง และศัตรูมากมายในเวลาเดียวกัน

                ชาวเม็กซิกันส่วนหนึ่งและต่างประเทศกำลังพยายามตีความการจับกุมครั้งนี้ว่า มีความหมายอย่างไรในบริบทการเมืองใหม่ที่ประธานาธิบดีเอ็นริเก เปนยา เนียโต ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง 3 เดือนกำลังผลักดัน คงไม่ได้สะท้อนว่ารัฐบาลกำลังพยายามปราบปรามการทุจริตอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาของประธานาธิบดีเท่านั้น

                นักวิเคราะห์ที่ติดตามการเมืองเม็กซิโกส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า นี่คือการเชือดแม่ไก่ให้ลิงดู ของประธานาธิบดีคนใหม่ ที่ชนะเลือกตั้งมาด้วยคะแนนแค่ 39% ประกอบกับ ลา มาเอสตรา มั่นใจในสถานะของตนเอง ทำให้เธอประเมินต่ำ ไม่คิดว่า นายเปนยา เนียโต จะกลับไปใช้ธรรมเนียมเดิมของผู้นำรุ่นพี่ ที่วางสถานะตนเองคล้ายพระราชา ไม่มีใครอยู่เหนือประธานาธิบดีได้

                การจับกุมเจ้าแม่ครู ย้อนรอยชะตากรรมนายเอร์นานเดซ กาลีเซีย แกนนำสหภาพแรงงานน้ำมัน ที่ส่อเค้าจะเป็นเสี้ยนหนามของรัฐบาลใหม่ขณะนั้นของประธานาธิบดีคาร์ลอส ซาลีนาส เด กอร์ตารี เมื่อปี 2532 อดีตผู้นำเม็กซิโกอีกคนที่ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนแบบเฉียดฉิว 

                นายเอร์นานเดซ กาลิเซีย เคยขู่ผละงานประท้วงหากนายซาลีนาสแปรรูปกิจการน้ำมันของรัฐ เมื่อนายซาลีนาสชนะเลือกตั้งบริหารประเทศได้ 10 เดือน ก็ส่งทหารไปพังประตูบ้าน เข้าไปจับตัว และถูกขังคุกจนกระทั่งนายซาลีนาพ้นตำแหน่ง

                ครั้งนี้จึงมองว่า นายเปนยา เนียโต กำลังบอกใบ้ไปยังผู้นำสหภาพและนักธุรกิจทรงอิทธิพลว่า นี่เป็นวิธีที่รัฐบาลของเขาจะนำมาใช้กับคนที่คิดขัดขวางการปฏิรูป

                การปฏิรูปการศึกษาเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีคนใหม่ แต่กอร์ดีโยคัดค้านหัวชนฝา ไม่เห็นด้วยกับแผนปฏิรูปที่นายเปนญา เนียโต เพิ่งลงนามเพียงวันเดียวก่อนเธอจะโดนจับ เนื่องจากสาระหลักคือ การริบอำนาจล้นฟ้าของสหภาพ ในการว่าจ้าง ปลด และเลื่อนตำแหน่งครู ซึ่งหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า การกุมอำนาจในระบบการศึกษาของสหภาพแทบครบวงจร เป็นเหตุผลสำคัญทำให้การศึกษาของประเทศไม่พัฒนารุดหน้าดังที่ควรจะเป็น

                ผลการประเมินผลสอบนักเรียนวัย 15 ปี ใน 65 ประเทศที่จัดทำโดยองค์การความร่วมมือและการพัฒนาระหว่างประเทศ (โออีซีดี) ในปี 2552 ปรากฏว่า เม็กซิโกอยู่ในอันดับบ๊วย ซึ่งเมื่อมองลึกลงไปพบว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจัดสรรงบประมาณ เนื่องจากงบการศึกษาคิดเป็นประมาณร้อยละ 22 ของงบที่มิใช่ทุน แต่ร้อยละ 80 เป็นเงินเดือนครู

                มีเรื่องประหลาดหลายเรื่องในระบบโรงเรียนเม็กซิโก มีกรณีครูที่ยังได้รับค่าจ้าง แม้โรงเรียนปิดไปนานแล้วก็มี ครูเสียชีวิตไปแล้วยังอยู่ในบัญชีเงินเดือน มีการขายตำแหน่งครูอาจารย์ในราคาแพงๆ ครูกลายเป็นตำแหน่งที่รับช่วงต่อในครอบครัวได้ราวเป็นมรดก หนักสุดคือ ครูจำนวนมาก มาตรฐานการศึกษาตกต่ำเสียเอง บางคนมีเพียงประกาศนียบัตรจากโรงเรียนมัธยมปลาย บางคนไม่เคยผ่านการประเมินขีดความสามารถในการสอนเลยด้วยซ้ำ การปฏิรูปการศึกษาของผู้นำใหม่มีเป้าหมายเพื่อบังคับประเมินศักยภาพครูอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีข่าวว่าสหภาพแรงงานไม่ปลื้มมาตรการนี้

                เพียงแค่การจับกุมกอร์ดีโย คงไม่พอจะช่วยปรับปรุงระบบโรงเรียนได้ หรือไม่ก็อาจต้องใช้เวลาอีกนาน เพราะสหภาพควบคุมเบ็ดเสร็จมานานเสียจนแม้แต่รัฐบาลก็ไม่รู้ว่า ในเม็กซิโกมีโรงเรียน มีครู หรือนักเรียนจำนวนเท่าใด

                รัฐสภาเม็กซิโกยังจะต้องร่างกฎหมายการศึกษารองรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มีผล ซึ่งยังต้องจับตาดูว่า เมื่อไร้เจ้าแม่กอร์ดีโยแล้ว สหภาพจะเคลื่อนไหวขัดขวางอย่างไร

                แม้แง่หนึ่งจะมองกันว่า นี่เป็นปฏิบัติการขจัดเสี้ยนหนามการเมือง ที่บรรดาประธานาธิบดีคนก่อนๆ ชอบกระทำ แต่การจัดการกับกอร์ดีโย บวกกับการแก้ไขกฎหมายๆ หลายฉบับ เป็นการให้ความหวังว่า หนึ่งในระบบที่ล้มเหลวที่สุดและจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ จะได้รับการเยียวยา หากปล่อยให้เม็กซิโกมีอัตราเด็กมัธยมปลายเรียนจนจบแค่ 47% ต่อไป การออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่ยังเยาว์โดยไม่มีทักษะอะไรติดตัวจะเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศหากไม่แก้ไข
 
               ผู้สัมภาษณ์เคยบอกกอร์ดีโญในการสัมภาษณ์ออกทีวีเรื่องการปฏิรูปการศึกษาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เธอเป็นสตรีที่คนเกลียดที่สุดในเม็กซิโก เธอตอบว่า ไม่มีใครหน้าไหนที่ประชาชนจะรักเท่ากับเธออีกแล้ว ฉันใส่ใจครู เรื่องนี้เป็นกรณีพิพาทร้าวลึกและรุนแรงในระบบการศึกษาสาธารณะ แต่ก็น่าแปลก สหภาพของเธอเงียบกริบ ยังไม่มีการประท้วงใดๆ จากครู แถมเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ประชุมแกนนำยังเลือกอดีตผู้ช่วยเธอคนหนึ่งขึ้นมาแทน

                นอกจากแผนปฏิรูปการศึกษาแล้ว ประธานาธิบดีเปนญา เนียโต ยังเสนอเปิดกว้างให้เอกชนเข้ามาลงทุนในกิจการน้ำมัน ลดการผูกขาดของเปเม็กซ์ บริษัทน้ำมันของรัฐ ซึ่งสหภาพแรงงานร่ำๆ จะออกมาต่อต้าน นอกจากนี้ยังมีมาตรการเพิ่มการแข่งขันในภาคสื่อสารและโทรทัศน์ที่อยู่ในมือผู้ประกอบกิจการไม่กี่เจ้า ซึ่งที่ผ่านมา นักธุรกิจพยายามจะใช้อำนาจศาลยับยั้ง

                เมื่อนักข่าวถามอัยการว่า มีแผนจะดำเนินคดีอื่นๆ ในทำนองเดียวกันหรือไม่ อัยการตอบเป็นนัยว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานมากพอ

                แต่การรวบตัวคนระดับเจ้าแม่ลา มาเอสตรา ถึงสนามบินใส่กรงขังอย่างน่าตกตะลึง น่าจะมากพอทำให้ผู้มีอิทธิพลทั้งหลายเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น และเชื่อว่า หลังจากนี้จะมีการเจรจาและขานรับการปฏิรูปมากกว่าเผชิญหน้า

 

........................................

(เจ้าแม่ครูตกอับกับการปฏิรูปการศึกษาเม็กซิโก : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา )