
'มาร์ค'ลั่นสู้เต็มที่ปมโรงพักฉาว
'อภิสิทธิ์'พร้อมให้ความร่วมมือ ปปช. หากเรียกแจงเอี่ยว คดีโรงพักฉาว ระบุ'สมช.'ลงนามกับบีอาร์เอ็นเป็นเป้าหมายทางการเมือง โวยเจออำนาจรัฐคุกคามช่วงโค้งสุดท้าย
1 มี.ค.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเตรียมสรุปสำนวนคดีการก่อสร้างโรงพัก 396 แห่ง ส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) โดยจะมีการแจ้งข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ด้วย ว่า ตนยังไม่ทราบเพราะไม่เคยมีการเชิญตนไปให้ปากคำหรือดูข้อมูลอะไร แต่ถ้า ปปช.เรียกตนไปชี้แจงตนก็พร้อมให้ความร่วมมือ แต่ถ้านายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ทำผิดกฎหมายในเรื่องนี้ตนก็จะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างแน่นอน ส่วนที่อ้างถึงมติ ครม.รัฐบาลของตนว่า เกี่ยวข้องกับโครงการนี้นั้น ยืนยันว่า ครม.ชุดที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีการอนุมัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการนี้ แต่มติ ครม.ในรัฐบาลของตนจะผูกพันที่ว่า หากข้าราชการตำรวจและประชาชนได้ใช้อาคารเหล่านี้ ก็จะเป็นผลงานของรัฐบาลของตน อย่างไรก็ตามสิ่งที่นายธาริต ดำเนินการกับตนและนายสุเทพ เป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องการเมือง เพราะเวลาพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ของพรรคเพื่อไทย ก็ไม่เห็นจะดำเนินการอะไร รวมถึงการที่จะกัน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตผบ.ตร. เป็นพยาน ก็ถือเป็นการดำเนินการสูตรเดิมของดีเอสไอ
“ผมอยากบอกว่าไม่เป็นไร ขอให้ใช้อำนาจรัฐกันให้เต็มที่ พวกผมพร้อมพึ่งกระบวนการยุติธรรม ทุกวันนี้มีการดำเนินการถึงขั้นที่หากทราบว่าใครสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะมีการติดตามถ่ายรูป เรียกตัวเขามาสอบ และดำเนินการอีกหลายอย่าง แต่ไม่เป็นอะไร พวกผมพร้อมสู้อยู่แล้ว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ระบุ"สมช."ลงนามกับบีอาร์เอ็นเป็นเป้าหมายทางการเมือง 2 ประเทศ
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ส่งหนังสือเชิญให้เข้าร่วมหารือเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ตนได้พบกับ ร.ต.อ.เฉลิม ที่รัฐสภา โดย ร.ต.อ.เฉลิม แจ้งถึงการส่งหนังสือเชิญดังกล่าว แต่ตนและนายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรค ยังไม่ได้รับหนังสือ จึงขอดูหนังสือเชิญก่อนว่า เชิญไปเพื่ออะไร ถ้าเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ก็ต้องบอกไปตรง ๆ แต่ตนยินดีให้ข้อมูลกับ ร.ต.อ.เฉลิม แต่เวทีที่เหมาะที่สุดคือ สภาผู้แทนราษฎร เพราะตอนนี้แนวทางการแก้ปัญหาหลักของรัฐบาล โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ไปลงนามกับตัวแทนกลุ่มบีอาร์เอ็น แนวทางการปฏิบัติในพื้นที่ก็ต้องสอดรับกับจุดหลักของรัฐบาล ซึ่งตนถาม ร.ต.อ.เฉลิม ในเรื่องนี้ โดย ร.ต.อ.เฉลิม บอกว่า ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องด้วย ตนจึงไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ ร.ต.อ.เฉลิม ต้องการให้ตนไปประชุมคืออะไร และไม่ทราบว่าแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลคืออะไร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เป็นห่วง เพราะตอนนี้ทุกอย่างมีลักษณะมุ่งไปทางการเมืองค่อนข้างมากทั้งของรัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซีย โดยรัฐบาลไทยแสดงให้เห็นว่าพยายามเดินไปอีกด้านหนึ่ง ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียก็กำลังมีการเลือกตั้งจึงอยากแสดงบทบาทที่เคยทำให้กับประเทศฟิลิปปินส์มาแล้ว แต่ถ้ามาเลเซียสามารถทำให้ฝ่ายที่ก่อความไม่สงบทั้งหมดมาร่วมพูดในกรอบรัฐธรรมนูญไทยได้จริงก็จะเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งเราสนับสนุนเรื่องการพูดคุยแต่ต้องระวังรูปแบบ วิธีการและจังหวะเวลาการเจรจา เพราะถ้าหวังผลการเมืองจะทำให้ไม่สำเร็จ และจะสะท้อนกลับได้
"ฟังจากที่ ร.ต.อ.เฉลิม พูด ไม่ทราบว่าต้องการอะไร ยังไม่เข้าใจว่าการกระทำของ ร.ต.อ.เฉลิม และสิ่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปมาเลเซีย เกี่ยวข้องกันอย่างไร เพราะดูเหมือน ร.ต.อ.เฉลิม พูดไปคนละแนวทาง"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า เมื่อเดินมาถึงจุดนี้แล้วก็หวังว่าจะเดินต่อได้ ซึ่งคงต้องดูว่า ผู้ที่อ้างตัวเป็นผู้นำหรือผู้ประสานงานของฝ่ายก่อความไม่สงบจะสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้จริง และสามารถดึงกลุ่มต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวเข้ามาร่วมกระบวนการได้จริง และเนื้อหาสาระของการพูดคุยมีขอบเขตอยู่ตรงไหน ต้องคุยกันให้ชัดเจน เพราะ ถ้ารัฐบาลสามารถเจรจาได้ทุกกลุ่มก็จะไม่มีปัญหา
“ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เปิดเผยในเอกสารคำประกาศคือ สิ่งที่ไปพูดคุยแค่ไหนอย่างไร แต่ที่เป็นข่าวกลายเป็นว่ารัฐบาลมอบหมายให้ สมช.ดำเนินการ โดยที่อีกฝ่ายยังไม่มีความชัดเจนอะไรเลย จึงต้องถามรัฐบาลว่าขอบเขตที่ไปตกลงกันเป็นอย่างไร ผมเป็นห่วง แต่ก็ขอเอาใจช่วยอยากให้ดำเนินการได้สำเร็จ “นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า แม่ทัพภาค 4 ระบุการลงนามดังกล่าว ฝ่ายทหารไม่เกี่ยวข้องแสดงว่า ฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติ มีความเห็นไม่ตรงกันหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้สำเร็จได้คือ ทุกหน่วยงานต้องไปในทิศทางเดียวกัน ตอนนี้ยังมีคำถามจำนวนมากที่รัฐบาลยังไม่มีคำตอบ เช่น นายกฯยังไม่มีคำตอบว่าฝ่ายบีอาร์เอ็นต้องการอะไร และจะทำอย่างไรในเรื่องคดีที่ค้างอยู่ ในพื้นที่ต้องเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติอย่างไรจึงจะสนับสนุนกระบวนการพูดคุยได้ ส่วนเหตุการณ์จักรยานยนต์บอมบ์ที่ จ.นราธิวาส ในช่วงเช้าวันที่ 1 มี.ค. หลังจากที่ สมช.ลงนามกับกลุ่มบีอาร์เอ็นนั้น ต้องติดตามดูอีกหลายวันว่าปฏิกริยาในพื้นที่เป็นอย่างไร เพราะเมื่อปีที่แล้วตนก็ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปทำแล้วไม่เรียบร้อย ได้เกิดปฏิกิริยาตอบกลับมาอย่างไร
โวยเจออำนาจรัฐคุกคาม ข่มขู่ ช่วงโค้งสุดท้าย
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการใช้อำนาจรัฐในช่วงใกล้เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ว่า ทุกวันนี้มีการดำเนินการถึงขั้นที่หากทราบว่าใครสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะมีการติดตามถ่ายรูป เรียกตัวเขามาสอบ และดำเนินการอีกหลายอย่าง แต่ไม่เป็นอะไร พวกตนพร้อมสู้ และหวังว่าคนกทม.จะให้คำตอบว่าการใช้อำนาจรัฐแบบนี้จะเจอกับอะไร
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีข่าวว่าผู้บังคับบัญชาทหาร ได้เรียกทหารเข้าไปบอกให้เลือกผู้สมัครบางราย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็ได้รับฟังเรื่องเหล่านี้มามาก ซึ่งพรรคกำลังประสานงานกันอยู่คาดว่าน่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติม แต่คิดว่าเราคงยับยั้งเรื่องเหล่านี้ได้ยากเพราะเมื่อมีการร้องขึ้นมา ก็จะหยุดการดำเนินการไปสักพัก พรรคประชาธิปัตย์ได้รวบรวบข้อมูลเหล่านี้อยู่ โดยหวังว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)จะเข้มงวดมากกว่านี้
“ผมได้แต่หวังพึ่งแรงจากคนกทม.อย่างเดียว เพราะพวกผมไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ ผมมั่นใจในการตัดสินใจของคนกทม. เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะพบว่าคนกทม.ไม่จำนนต่อการเมืองแบบนี้ โดยผมขอให้คนกทม.กล้าที่จะปฏิเสธความไม่ถูกต้อง และยืนหยัดความเป็นอิสระของท้องถิ่น กล้าที่จะเดินหน้ากับกทม. กล้าที่จะให้โอกาสคนดีเข้ามาทำงาน ผมเคารพการตัดสินใจของทุกคน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว



