ข่าว

โพลล์ชี้โค้งสุดท้ายลต.ผู้ว่าฯศึกวาทะกรรม

โพลล์ชี้โค้งสุดท้ายลต.ผู้ว่าฯศึกวาทะกรรม

01 มี.ค. 2556

'นิด้าโพลล์' ชี้ โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ นโยบายไร้ความหมาย เป็นศึกระหว่างวาทะกรรม 'ไร้รอยต่อ กินรวบ ไร้พรรค'

               1 มี.ค. 56 ดร.นพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางสถานีสปริงนิวส์ ถึงมุมมองคนทำโพลล์วิเคราะห์ศึกชิงผู้ว่าฯกทม. ว่า โดยส่วนใหญ่ต้องการผู้ว่าฯกทม.ที่ทำงานได้จริงในการแก้ไขปัญหาเดือดร้อน และสิ่งที่ใกล้ตัวประชาชน และจำนวนมากยังมองถึงองค์ประกอบอื่น เช่น กลุ่มที่ตามอุดมการณ์ ความซื่อสัตย์สุจริต สามารถทำงานร่วมแบบบูรณาการได้ และยังมีกลุ่มที่เบื่อการเมืองไม่อยากไปใช้สิทธิ์ และกลุ่มที่เล็งเห็นว่าสิทธิ์ตัวเองเป็นสิ่งสำคัญเปลี่ยนใจได้ แต่ที่น่าดีใจคือในกลุ่มที่เบื่อการเมืองจะไปใช้สิทธิ์เพื่อรักษาสิทธิ์ตัวเอง ทั้งนี้ประชาชนเล็งว่าคนที่จะเลือกต้องทำงานได้จริง สามารถทำในสิ่งที่ประกาศไว้ทำได้จริง ส่วนแคมเปญเผาบ้านเผาเมือง หลั่งน้ำตา มีผลต่อความรู้สึกหรือไม่นั้น พบว่าประชาชนจะเลือกสิ่งที่สัมผัสได้ เบื่อความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติ ต้องการทำมาหากิน เพราะอยู่กับสภาวะปัญหาปากท้อง ส่วนเรื่องที่ห่างไกลตัวเช่นเรื่องอุดมการณ์ก็มีคนอีกจำนวนหนึ่งนำมาประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม ในช่วงโค้งสุดท้าย ผู้สมัครน่าจะพิจารณาสิ่งที่ใกล้ตัวผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และต้องพยายามให้ข้อมูลว่าหน่วยเลือกตั้งอยู่ที่ไหนที่ใกล้และสะดวก 

                "ส่วนที่ว่าจะแพ้ชนะกันอยู่ที่ 1 แสน - 2 แสนคะแนนนั้น เป็นข้อมูลเก่า แต่ก็ขอให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ และมั่นใจว่าหากประชาชนไปใช้สิทธิ์ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์มีโอกาสที่ผู้ชนะเลือกตั้งจะได้คะแนนเกินล้าน" ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ กล่าว

                ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผอ.ศูนย์สำรวจความเห็นนิด้าโพลล์ กล่าวว่า ถ้าดูจากข้อมูลขณะนี้คนกรุงเทพฯ เรื่องนโยบายเป็นเรื่องข้างหลังเพราะขายฝันกันทั้งนั้น โดยลืมว่าตัวเองมีอำนาจ มีเงินเท่าไหร่ ที่สำคัญตอนนี้เป็นการผูกโยงระหว่างการเมืองท้องถิ่นกับการเมืองระดับชาติ หลายคนพิจารณาเลือกผู้สมัครโดยผูกกับการเมืองระด้บชาติ ว่าต้องเป็นพรรคนี้พรรคนั้น และไร้พรรคการเมือง นโยบายไว้ข้างหลัง ไร้รอยต่อ กินรวบ ไร้พรรค เพราะมีประสบการณ์กับการเมืองท้องถิ่นกทม.มาระยะหนึ่ง เข้าใจว่าอำนาจผู้ว่าฯกทม.ไม่สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ จึงเริ่มมองปัจจัยอื่น เพราะปัจจุบันข้อมูลข่าวสารมีเยอะมากสามารถหาข้อมูลได้ง่าย ส่วนกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และวัยใหญ่ มีทัศนคติที่่ต่างกัน ซึ่งวัยรุ่นชอบอะไรที่แปลกใหม่ จะเห็นได้จากสมัยนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่เคยสมัครผู้ว่าฯกทม.และสร้างสีสัน ได้ถึง 3 แสนกว่าคะแนน  

                รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานดำเนินงานสวนดุสิตโพลล์ กล่าวว่า อารมณ์โค้งสุดท้ายของคนกรุงเทพฯ การชูประเด็นต่างๆที่หักเหลี่ยมกัน ที่น่าสนใจคือการแก้เกมของพรรคเพื่อไทยที่เอาความสงบสยบความเคลื่อนไหว เพราะหวังจะตัดสินโดยกลุ่มฐานเสียงที่เงียบ และเบื่อการเลือกตั้งก็ยังมีอยู่ แต่นโยบายว่าทำได้จริงหรือไม่จริง เรื่องเผาบ้านเผาเมืองจุดไม่ติดนั้นยังจุดไม่ติด ส่วนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตนั้น คนกรุงดูเหมือนว่าไม่ใช่ เพราะมองว่าเป็นปัญหาระดับประเทศมากกว่า อารมณ์ที่ได้คือ ลดความขัดแย้ง ทำอย่างไรคนกรุงเทพจะปลอดภัยขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่คิดว่าถ้าจะไปเลือกตรงนี้ก็น่าจะคุ้ม ขณะเดียวกันที่มีการระบุว่าพายุฤดูร้อนจะเข้ามาวันที่ 3 มี.ค. และหากเกิดน้ำท่วมในวันนั้น คนก็จะมองปัญหาตรงนั้นมากสุด

                "จริงๆแล้วความสามารถของพรรค หรือผู้สมัคร ถูกพิสูจน์มาตั้งแต่วันรับสมัครวันแรกแล้วว่าใครเป็นต่อ ใครเป็นรอง ส่วนใครรักใครก็เป็นฐานเสียงของพรรค และผู้สมัคร แต่จะไปบอกว่าเป็นเสียงของตัวเองโดยเอาคะแนนเลือกตั้งครั้งที่แล้วมาประกอบนั้น ไม่สามารถบอกได้ เพราะสภาวะแวดล้อมเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน ผมว่ากลุ่มที่น่าสนใจคือใครก็ได้มาเป็นผู้ว่าฯ และคนที่ไม่ออกมาใช้สิทธิ์เพราะที่เห็นว่าออกมาหรือไม่ออกมาก็เหมือนกัน" ประธานดำเนินงานสวนดุสิตโพลล์ กล่าว