ข่าว

พึ่งคนใช้กม.ไม่ได้เขาจะไปพึ่งศาลเตี้ย

พึ่งคนใช้กม.ไม่ได้เขาจะไปพึ่งศาลเตี้ย

01 มี.ค. 2556

พึ่งคนใช้กฎหมายไม่ได้ เขาจะไปพึ่งศาลเตี้ย : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

              พูดกันมากครับว่าเดี๋ยวนี้คนอารมณ์ร้อน อะไรนิดอะไรหน่อย ลงไม้ลงมือไม่เลือกเป็นผู้หญิง คนแก่ หรือลูกเด็กเล็กแดง ไม่แยกแยะกันแล้ว สังคมไทยน่ากลัวอย่างนั้นจริงหรือ ผมตอบได้ว่า “เรื่องความรุนแรงในสังคม” เขามีให้เรียนกระทั่งได้ปริญญาเอก เพราะมันเป็นสัญชาตญาณดิบ (basic instinct) ของมนุษย์อยู่ในกมลสันดาน แต่มันจะทุเลาหรือครอบให้มันอยู่ในกรอบได้เหมือนหลายประเทศที่เจริญแล้วซึ่งอัตราความรุนแรงในคดีอุกฉกรรจ์จะไม่มากเหมือนสังคมเรามีเหตุเพราะคนใช้กฎหมายเขาตั้งใจทำงาน พัฒนาแก้ไขระบบต่างๆ ให้ถูกขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ สำคัญยิ่งกว่าคือ ประชาชนเขาไม่นิ่งดูดาย ให้ความร่วมมือรักษาสิทธิของตนเองและสังคมคนรอบข้าง

              เรื่องกฎหมายเก่าใหม่ไม่ทันสมัยเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าคนบังคับใช้กฎหมายไม่ทำงาน เลือกงาน หรือเห็นผิดเป็นชอบ คนจะหันไปพึ่งศาลเตี้ยกันครับ วันนี้ คนตั้งคำถามกับวิธีการทำงานของ “ตำรวจ” และ “กฎบัตรกฎหมายที่สมควรได้รับการแก้ไขกันหลายเรื่อง” อย่างกรณีถกเถียงกันว่าอะไร คือ “สมัครใจวิวาท” เห็นกันชัดๆ 2 เรื่อง คือ ข่าวคนอ้างตัวเป็นอาจารย์สอนวิชากฎหมายชกทอมบอยเข้าให้ เพราะไม่ยอมหลีกรถให้ทางกัน และล่าสุด มีคลิปชายหนุ่มนับสิบรุมสกรัมผู้หญิงซะน่วมเพราะผิดใจกันในบ้านหม้อพลาซ่า

              เอะอะจะ “สมัครใจวิวาท” มันง่ายเกินไป ถ้าตกลงกันไม่ได้ ตำรวจก็มักใช้ไม้เด็ด คือ “จะส่งฟ้องทั้งคู่” เพื่อกดดันให้เจรจาคุยกัน แต่ผมเห็นว่าเราต้องแยกแยะด้วยว่า คนถูกทำร้ายเป็นใคร เป็นเด็ก ผู้หญิง คนแก่ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่อย่างไร ไม่งั้นมันผิดหลักความยุติธรรม (punishment must fit the crime การลงโทษต้องให้เหมาะสมกับการกระทำความผิด) ต้องดูสภาพแวดล้อมด้วยครับ ตบตีกันภายในบ้านเรื่องหนึ่ง ถ้ารุมตีกันอุกอาจกลางถนนในทางสาธารณะ จะไปลงโทษเท่ากันมันไม่ถูกนะครับ ต้องดูอีกว่า มีเรื่องเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องไหม เรื่องเหล่านี้ทำได้ ถ้าคนถือกฎหมายคิดรอบด้าน ไม่ยึดเอาคัมภีร์วิธีการเดิมๆ ทำอย่างไรมาก็ทำต่อๆ กันไป องค์ประกอบความผิด ในส่วนของเจตนาก็ต้องดู ถ้ามีอาวุธด้วยโทษยิ่งต้องหนักมากขึ้น

              ส่วนค่าปรับ เข้าใจนะครับ “เป็นดุลพินิจตำรวจ เพราะในลหุโทษ ปรับไม่เกินพันบาท จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน” แต่คงต้องจัดหนักมากกว่านี้นะครับ แค่พันสองพัน เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเรียก “สติ” กันได้ เพราะบันดาลโทสะกันนัก ลองปรับหนักๆ สักหมื่นสองหมื่น รับรอง “สติจะกลับมาได้ทันตาเห็น” ทั้งนี้ต้องดูภูมิหลังบุคคลผู้เกี่ยวข้อง มีอำนาจหน้าที่เป็นตัวอย่างของสังคม ทำผิดก็ต้องหนักกว่าชาวบ้านทั่วๆ ไป ถ้าเคยกระทำความผิดต้องบวกๆ ถ้ายอมรับว่าตัวเองอารมณ์ร้อนต้องมีมาตรการอื่นบังคับจะได้ไม่กระทำผิดซ้ำ เช่น ห้ามขับรถ บำบัดรักษา ผมไม่อยากเห็นคนถือกฎหมายทำงานเหมือนหุ่นยนต์ อ้างว่ากฎหมายว่าอย่างไรก็ไม่รู้จักประยุกต์หรือหาทางเลือกซึ่งกฎหมายมีมาใช้ให้เป็นคุณกับสังคมส่วนรวม

              ผมเคยเป็นคณะทำงานให้แก่ “กระทรวงคมนาคม” สมัยคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการ เมื่อหลายปีก่อน ทำการรณรงค์เรื่องการใช้ฟิล์มกรองแสงแต่พอสมควร ยอมรับเลยครับ ข้ออ้างเรื่องร้อน เรื่องคนแอบมอง อย่าพูดเลยครับ รถผมไม่ติดฟิล์ม อยากเล่าให้ฟังว่า แอร์ไม่เกเร อากาศในรถก็ไม่ร้อนอย่างที่บ่นๆ กัน ยิ่งเวลาขับรถเองแล้วรู้ว่ากระจกใสคนมองเห็น ทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น ด้วยความเป็นที่รู้จักของคนอยู่บ้าง เขาทำวิจัยว่า “ฟิล์มทึบแสง” มันทำให้คนรู้สึกเหมือนมีโลกส่วนตัว จะทำอะไรเรื่องของฉัน และคิดว่าไม่มีคนเห็นหน้าเห็นตา เหมือนพวกไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เพราะคิดว่าเวลามีเหตุคนจับไม่ได้ ทำให้เป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมและอันตรายต่อการขับขี่ เพราะคนตามหลังมองไม่เห็นทางข้างหน้า มีความกดดัน และทำให้การกะระยะต่างๆ มีปัญหา

              พอพูดเรื่องรถ มีคนพูดกันมากครับ ขับรถหรูแล้วเหมือนผีสิง มีความมั่นใจมาก ต้องขับเร็ว ขับช้าไม่เป็น ผมใช้รถเหล่านี้อยู่บ้าง แต่เชื่อว่า “อยู่ที่ตัวตนของแต่ละคน อย่าไปโทษรถ” แต่ลองสังเกตพฤติกรรมของคนมีปมด้อย เอาความมั่นใจไปใช้ในทางที่ผิด แล้วลองพิจารณาค้นหาคำตอบ พบว่าบางส่วนน่าจะเกิดจากอะไรที่ไม่เคยมี พอมีเลยไม่บันยะบันยัง เหมือนผู้ประกอบธุรกิจให้รัฐบาลจีน ฟาดงวงฟาดงา โมโหทุ่มข้าวของเกลื่อนสนามบิน เป็นคลิปอื้อฉาวไปทั่วโลก เพราะไม่พอใจที่ขึ้นเครื่องไม่ทัน

              เราจะปล่อยให้เรื่องเพี้ยนๆ เหล่านี้เกิดขึ้นต่อไปไม่ถูกครับ ต้องหาทางแก้ไขเยียวยา มุมมองในกฎหมายแองโกลแซกซอน และของจารีตประเพณี (Anglo-Saxon /Common law) อย่างในอังกฤษและอเมริกา เรื่องวิวาทนั้นเขามองละเอียด น่าจะเคยได้ยินเด็กฝรั่งพูดกันว่า don’t touch me อย่ามาถูกต้องตัวฉัน เพราะแค่เอามือผลักอกก็ถือเป็นการทำร้ายได้ หรือใครข่มขู่ว่าจะทำร้ายแล้วเหยื่อมีอาการเชื่อว่าจะถูกทำร้าย มีพยานหลักฐานก็พร้อมจะเอาผิดในฐานทำร้ายร่างกายได้เช่นกัน หรือแม้ว่า อาการบาดเจ็บอาจไม่มาก ก็ต้องดูพฤติกรรมการกระทำนำไปสู่การบาดเจ็บนั้นด้วย ว่า มันอุกฉกรรจ์หรือไม่ บางที คนที่คาดว่าจะถูกทำร้าย สวนหมัดคนที่คาดว่าจะเข้ามาทำร้ายตนก่อนก็ยังถือเป็นการป้องกันตัวสมควรแก่เหตุ พ้นผิดข้อหาไปทำร้ายเขาได้ พูดตรงๆ ตำรวจ อัยการ ดีๆ ผมเห็นมีอยู่มาก แต่คนไหนหรือท่านใด คิดว่าอาชีพนี้เหนื่อย รายได้ไม่คุ้มค่าก็มีอาชีพอื่นให้เลือก มีคนอยากเป็นตำรวจ อัยการ กันอีกเยอะครับ

....................

(หมายเหตุ :พึ่งคนใช้กฎหมายไม่ได้ เขาจะไปพึ่งศาลเตี้ย : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร  วาณิชวิวัฒน์   [email protected]/ twitter@DoctorAmorn)