ข่าว

ฟื้นนาร้างกลางไฟใต้3หมื่นไร่

ฟื้นนาร้างกลางไฟใต้3หมื่นไร่

02 มี.ค. 2556

ฟื้นนาร้าง 3 หมื่นไร่ ก้าวเดินท่ามกลางไฟใต้ : กัมปนาท ขันตระกูล ... รายงาน

                         นับจากเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นกับภาคใต้ตั้งแต่มกราคม 2547 จนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ภาครัฐพยายามอย่างยิ่ง คือ การหาทางฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยในสาขาต่างๆ ให้กลับคืนมา ด้วยการจัดทำโครงการที่จะมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นกับท้องถิ่น เช่น การว่าจ้างแรงงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้มาเป็นลูกจ้างของรัฐ การผลักดันให้เกิดโครงการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงโครงการฟื้นฟูนาร้างเพื่อการปลูกข้าว ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2553 ภายใต้แนวคิดที่ว่า 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล มีพื้นที่ปลูกข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภคในท้องถิ่น เพราะมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น พื้นที่ไม่เหมาะสม บางส่วนเป็นดินเปรี้ยวและดินเค็มทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ เกษตรกรหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า อีกทั้งปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การขยายพื้นที่ปลูกข้าวทำได้ไม่ได้เต็มที่

                         ด้วยเหตุนี้ ส่งผลให้พื้นที่เกษตรถูกปล่อยให้รกร้างจำนวนมาก ส่งผลให้มีการสั่งซื้อข้าวจากจังหวัดอื่นมาบริโภคไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นแกนหลักในการประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยแนวทางที่เชื่อว่าพื้นฐานความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น น่าจะมีส่วนสำคัญต่อการลดเงื่อนไขทางสังคมลงได้ ขณะที่โครงการฟื้นฟูนาร้างในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในแผนงานของรัฐบาล ต่อการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ส่วนกรอบการทำงานที่ถูกวางภาระของแต่ละส่วนก็คือ กรมพัฒนาที่ดินรับหน้าที่ปรับสภาพพื้นที่นาร้างให้มีความเหมาะสม สามารถทำการปลูกข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ, กรมการข้าวให้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 15 กิโลกรัมต่อไร่ และปุ๋ยเคมี 20 กิโลกรัมต่อไร่ 

                         ในขั้นตอนปฏิบัติ กรมการข้าวจะร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกร ระยะแรกของโครงการได้ดำเนินการในพื้นที่นำร่องที่สงขลาและขยายไปสู่ปัตตานี พร้อมๆ กับการเพิ่มหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาสนับสนุนโครงการ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อก็คือ เสน่ห์ ขุนเณร อายุ 55 ปี และเอกรินทร์ หอมเชย อายุ 22 ปี ทั้งคู่มีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.สิงห์บุรี และลงไปทำหน้าที่ในฐานะวิทยากรที่ จ.ปัตตานี ให้แก่เกษตรกรที่สนใจ ก็นำมาซึ่งความรู้สึกหวาดกลัวแก่เกษตรกรจากสิงห์บุรี ที่จะกลับไปทำหน้าที่เป็นครูสอนการทำนา นั่นเพราะความเสี่ยงอันตรายที่เกิดขึ้น

                         สำหรับหมู่ 2 บ้านบาโลย ต.บาโลย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เป็นพื้นที่นำร่องโครงการฟื้นฟูนาร้างจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของ จ.ปัตตานี ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขับเคลื่อนบนเป้าหมายของโครงการนี้คือ การสร้างรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่ โดยมีแนวทางจากเดิมที่เคยได้ผลผลิตไร่ละ 2,000-3,000 บาท หากสามารถนำเอาหลักสูตรการทำนาจากทางภาคกลางมาใช้ ที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มผลผลิตมากกว่าเดิม 2 เท่าตัว ก็จะผลักดันรายได้ให้แก่เกษตรกรปัตตานีสูงขึ้นในการดำเนินการโครงการนี้ ที่ผ่านมามีการนำเกษตรกรในพื้นที่ปัตตานี 120 คน เดินทางไปทัศนศึกษาการทำนาในพื้นที่ภาคกลางที่สุพรรณบุรี เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จริง ก่อนที่จะนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับท้องถิ่น

                         การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกล่าวคือ มีการนำเกษตรกรในภาคใต้ ที่เข้าร่วมโครงการ ได้เดินทางไปอบรมที่ศูนย์เรียนรู้หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย รอบละ 120 คน ใช้เวลาในการอบรมรุ่นละ 10 วัน สิ่งที่เกษตรกรทั้งไทยพุทธและมุสลิมจะได้รับก็คือ ได้เรียนรู้ถึงขั้นตอนการทำนาแบบครบวงจร จากผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปราชญ์ชาวบ้าน ทราบถึงขั้นตอนตั้งแต่เริ่มเตรียมดิน เตรียมพันธุ์ข้าว การหว่านข้าว การดูแลรักษา ไปจนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อผ่านระยะเวลา 10 วัน จากนั้นเกษตรกรกลุ่มนี้จะเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อลงมือทำนาจริงโดยมีเกษตรอำเภอเป็นที่ปรึกษาระยะแรก และวิทยากรที่ให้ความรู้จากภาคกลาง ลงพื้นที่ช่วยสอนระหว่างการทำนาด้วย

                         "หลังเกิดเหตุร้ายขึ้นกับอาสาสมัครที่มาให้ความรู้ แต่จนถึงขณะนี้ชาวนาในพื้นที่เองก็ยังคงมีความต้องการที่จะให้ดำเนินโครงการต่อไป เนื่องจากเห็นว่าโครงการนี้เป็นการช่วยชาวนาในพื้นที่อย่างแท้จริง" ประมุข ลมุล ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าว

                         เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. ที่ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรในพื้นที่ 4 อำเภอของปัตตานี ที่อยู่ในเป้าหมายของการฟื้นฟูนาร้าง เพื่อต้องการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ต้องการที่จะให้โครงการนี้ดำเนินการต่อไป เพราะเห็นว่านี่คือการมาถูกทางอย่างแท้จริง

                         "ในปีงบประมาณ 2556 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 1,400 ล้านบาท ทั้งในกิจกรรมด้านการปรับปรุงฟื้นฟูนาร้าง ยางพารา การปศุสัตว์ การประมง ซึ่งกรณีพื้นที่นาร้าง ในปี 2556 กระทรวงเกษตรฯ มีแผนในการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่นาร้างจำนวน 1.5 หมื่นไร่ ที่จะต้องดำเนินการต่อไป จะเห็นว่าเรื่องของพื้นที่นาร้างที่กำลังมีการพัฒนาและฟื้นฟูอยู่ในขณะนี้ หลายฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุน เพราะเห็นถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นในการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรภาคใต้ เรายังให้ความสำคัญและเข้ามาดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรให้แก่ประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ที่เผชิญกับภัยความไม่สงบ แนวทางที่วางไว้คือ ยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่เฉลี่ย 1.8 แสนบาทต่อครัวเรือนต่อปี" ยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

                         นั่นคือเป้าหมายที่ยังคงดำเนินการต่อไป แม้ว่าในพื้นที่ยังคงเต็มไปด้วยภัยของความไม่สงบ

 

 

--------------------

(ฟื้นนาร้าง 3 หมื่นไร่ ก้าวเดินท่ามกลางไฟใต้ : กัมปนาท ขันตระกูล ... รายงาน)