
โอ้โห!ตั้ง65ล้านบาท
โอ้โห!ตั้ง65ล้านบาท : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดยนายประชา ช้ำชอก [email protected]
นับเป็นข่าวอื้อฉาวล่าสุด สะท้อนให้เห็นถึงความจริงด้านมืดในสังคมไทยอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติอายัดทรัพย์สินของ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ภรรยาและบุตรสาว จำนวน 65 ล้านบาท ภายหลังตรวจสอบพบความผิดปกติในบัญชีทรัพย์สิน
ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก คณะกรรมการป.ป.ช. เพิ่งมีมติว่า นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ร่ำรวยผิดปกติ ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งให้ทรัพย์สิน จำนวน 64 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน ท่ามกลางปริศนา เงื่อนงำเกี่ยวกับเงินสดที่บ้านพักของ นายสุพจน์ ในค่ำคืนวันซึ่งคนร้ายบุกเข้าปล้นทรัพย์ อันเป็นปฐมบทนำมาสู่การร้องยึดทรัพย์
ถึงแม้ว่าทั้งสองกรณีดังกล่าว ไม่ได้สร้างความหวั่นไหวใดๆ ให้แก่นักโกงเมือง-ข้าราชโกง ซึ่งมีความฉลาดเลิศล้ำ เชี่ยวชาญช่ำชองกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ตรงกันข้ามอาจจะตลกขบขัน ขำกลิ้งเสียด้วยซ้ำ เมื่อพิจารณาถึงว่าเอาเข้าจริงแล้วเครื่องมือ กลไกใดๆ ที่มีอยู่ไม่สามารถจับได้ไล่ทันกับขบวนการโกงบ้านกินเมืองได้เลย
ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าที่พบความผิดปกติในบัญชีทรัพย์สิน วินิจฉัยว่าร่ำรวยผิดปกติ มาจากการทุจริตคอร์รัปชั่นตรงไหน โครงการใด มิหนำซ้ำ ตัวเลขทรัพย์สินที่อายัด ยึดทรัพย์ได้ก็มีจำนวนจิ๊บจ๊อยเล็กน้อยเหลือเกิน เปรียบเทียบไม่ได้เลยกับงบประมาณแผ่นดินแต่ละปีที่ต้องสูญเสียไปจากการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งนักวิชาการประเมินกันว่าน่าจะมียอดสูงถึง 20-30% ของวงเงินงบประมาณ หรือตกราว 3-5แสนล้านบาทในแต่ละปี
กระนั้นก็ดี ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นช่วยตอกย้ำ เพิ่มน้ำหนักความเชื่อให้แก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของงบประมาณแผ่นดินถึงปัญหา ความร้ายแรงของการโกงบ้านกินเมืองในประเทศนี้ พร้อมกับความรู้สึกอึดอัด มองไม่เห็นหนทางในการจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างจริงจัง
เอาเพียงแค่ควบคุมให้อยู่ในวงที่จำกัดก็แทบจะไม่มีความเป็นไปได้อยู่แล้วเลย มิพักต้องฝันเฟื่องไปไกลถึงเมืองไทยใสสะอาด ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยสิ้นเชิง คิดจะกำจัด ปราบปรามให้หมดไป
ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นในบ้านเมืองของเราได้กลายเป็นปัญหาทั้งโครงสร้างของสังคมไปเสียแล้ว ไม่ใช่โกงกินกันลำพังโดยปัจเจกชน เฉพาะปลัดกระทรวงเท่านั้น แต่เป็นการทำมาหารับประทานกันทั้งระบบ ตั้งแต่นักการเมือง ข้าราชการประจำ นักธุรกิจผู้รับเหมา ลงไปกระทั่งถึงชาวบ้านรากหญ้า
แม้แต่สื่อมวลชน นักวิชาการ ฝ่ายซ้าย คนที่อ้างว่ามีหัวคิดก้าวหน้า ยังไม่เว้นที่จะกระโดดเข้าไปร่วมวงศ์ไพบูลย์
ทุจริตคอร์รัปชั่นจนกลายเป็นวัฒนธรรมประเพณี รีดไถกันได้หน้าตาเฉยบนท้องถนนหลวง กลางวันแสกๆ ต่อหน้าต่อตาสาธารณชนซึ่งสัญจรผ่านไปมา
ที่จับได้ไล่ทันนั้น ไม่โกงกินแบบเซ่อๆ โง่ๆ ทิ้งร่องรอยเอาไว้ ก็ต้องเป็นเรื่องบังเอิญหรือฟลุกเหมือนอย่างกรณีของอดีตปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นต้น
ขนาดทิ้งเสาต้นขนาดยักษ์ปักไว้โด่เด่กลางกรุงเป็นเสมือนอนุสาวรีย์แห่งความอัปยศยังไม่มีใครไปทำอะไรได้เลย
อย่างไรก็ตาม จะว่าประชาชนคนทั้งประเทศเห็นดีเห็นงาม มีส่วนร่วมไปกับการทุจริตคอร์รัปชั่นไปเสียทั้งหมดก็คงไม่ใช่ เพราะผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้อะไรด้วยกับโครงการประชานิยมทั้งหลาย มิได้ยอมรับไปกับค่านิยมโกงได้ทำงานด้วย
มีข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานของรัฐอีกจำนวนมากซึ่งทำงานอย่างหนักด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ แพทย์-พยาบาล บุคลากรทางสาธารณสุข พนักงานเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ทหารชั้นผู้น้อย ฯลฯ
เพียงแต่ประชาชน คนเหล่านี้กำลังกลายเป็นส่วนน้อยในสังคม ไม่มีปากไม่มีเสียง ไม่มีพลังเพียงพอที่จะไปคัดค้าน ทัดทานขบวนการโกงบ้านกินเมืองในระดับประเทศ
โครงสร้างทางการเมืองที่เป็นอยู่ ส่งเสริมให้เกิดระบบการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยพรรคการเมือง ไม่ได้เอื้อให้เกิดสังคมซื่อสัตย์สุจริตขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย



