ข่าว

'DSI'ชี้'มาร์ค-สุเทพ'ผิด'ฮั้วประมูลฯ'

'DSI'ชี้'มาร์ค-สุเทพ'ผิด'ฮั้วประมูลฯ'

27 ก.พ. 2556

'ดีเอสไอ' พบหลักฐาน 'มาร์ค-สุเทพ' สั่งรวมประมูลก่อสร้างโรงพักทดแทนขัดมติครม. คาดสรุปสำนวนส่ง ปปช.สัปดาห์หน้า พร้อมเรียก 'พีซีซี' แจ้งข้อหาฉ้อโกง

                         27 ก.พ. 56  ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ แถลงข่าวความคืบหน้าเรื่อง ผลการสืบสวนสอบสวนโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 หลัง ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่า ทางคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ตั้งประเด็นการสอบสวนไว้ 2 ประเด็น คือ 1.ประเด็นการกระทำความผิด ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2552 และ 2.ประเด็นบริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด หรือบริษัทพีซีซีฯได้มีพฤติการณ์ โดยการหลอกลวงด้วยความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้ง และการหลอกลวง ได้ไปซึ่งเงินงบประมาณของแผ่นดิน จาก สตช. หรือทำให้ผู้รับเหมาช่วงงานก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนได้รับการเสียหายจากการถูกหลอกลวง

                         นายธาริต กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นการกระทำความผิด ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2552 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องของพยานเอกสารทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการลงลายมือชื่อรับรองเอกสาร เอกสารทางการเงิน นอกจากนี้จะต้องตรวจสอบความถูกต้องของมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากสำนักงบประมาณ ได้เคยเสนอต่อคณะรัฐมนตรีว่า หากมีการกระจายการจัดซื้อจัดจ้างไปยังหน่วยงานตามพื้นที่ก็จะทำให้โครงการสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น ประกอบกับคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (กวพ.อ.)ได้มีหนังสือตอบข้อหารือกรณีที่ บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ร้องเรียนขอความเป็นธรรมในการประมูลงานโครงการก่อสร้างอาคาร ที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) โดยมีข้อสังเกตว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้มีการกระจายการจัดซื้อจัดจ้างไปยังหน่วยงานตามพื้นที่ที่จะดำเนินการก็จะทำให้โครงการสำเร็จเร็วยิ่งขึ้น

                         นายธาริต กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบพยานหลักฐานสำคัญคือโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ(ทดแทน) นำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ต่อมาคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามข้อเสนอขอสำนักงบประมาณ ให้ทำการจัดจ้างเป็นรายภาค ต่อมาเมื่อปลายปี 2552 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติยกเลิกรายภาค และให้รวมสัญญาเป็นรายเดียว ซึ่งมีหลายบริษัทคัดค้านแต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งเมื่อปี 2554 บริษัทซินเท็คฯ ได้ร้องเรียนไปยัง คณะกรรมการ กวพ.อ. ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และได้แจ้งมติไปให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรับทราบ การกระทำของผู้มีอำนาจในขณะนั้นคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ จึงเป็นการฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรี ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก จึงเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูลฯ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ด้วย ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ คาดว่าน่าจะส่งสำนวนการสอบสวนให้ ป.ป.ช. ได้ภายในสัปดาห์หน้า

                         นายธาริต กล่าวอีกว่า ในส่วนประเด็นบริษัทพีซีซี ทางคณะทำงานสอบสวนคดีพิเศษได้รวบรวมพยานหลักฐาน กรณีการทุจริตโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ (ทดแทน)มาระยะหนึ่งแล้ว มีข้อเท็จจริงและหลักฐานตามสมควรว่า ผู้บริหารและบริษัทพีซีซีฯ น่าจะได้กระทำความผิดอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้รับเหมาช่วง โดยมีข้อเท็จจริงสรุปว่าบริษัทพีซีซีฯ ได้ประมูลงานก่อสร้างสถานีตำรวจ(โรงพัก) จาก สตช. มาจำนวน 396 แห่งทั่วประเทศ แต่ได้กระทำผิดเงื่อนไขในสัญญานำเอางานก่อสร้างทั้งหมดหรือบางส่วนดังกล่าว ไปจ้างผู้รับเหมาช่วงอีกต่อหนึ่ง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ว่าจ้างก่อน (สตช.) ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่คู่สัญญาต้องปฏิบัติตาม ที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาจ้างก่อสร้างตามข้อ 8 ผู้รับเหมาช่วงหรือผู้เสียหายต่างเข้าใจว่าการนำเอางานก่อสร้างของทางราชการตำรวจมาจ้างช่วงนั้นสามารถกระทำได้โดยชอบ จึงหลงเชื่อข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งดังกล่าวโดยสุจริตใจ จึงได้ทำสัญญาและลงทุนก่อสร้างโรงพักให้บริษัทพีซีซีฯ ไปก่อนล่วงหน้า แต่ไม่ได้เงินค่าก่อสร้างตามสัญญา โดยที่บริษัทพีซีซีฯ ได้เบิกเงินค่างวดบางส่วนจาก สตช. มาแล้ว ตามพฤติการณ์ส่อว่า บริษัทพีซีซีฯ ไม่มีเจตนาที่จะผูกพันหรือปฏิบัติตามสัญญากับผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น แต่อาศัยประโยชน์จากสัญญาเป็นช่องทางในการแสวงหาประโยชน์ที่เป็นทรัพย์สินโดยมิชอบ ถือว่าบริษัทพีซีซีฯฝ่าฝืนคำสั่งและเป็นการกระทำผิดสัญญาชัดเจน หลอกผู้รับเหมาช่วงลงทุนสร้างล่วงหน้าไปก่อน แต่ยังไม่ยอมจ่ายเงินให้ แต่บริษัทพีซีซีฯกลับไปเบิกเงินกับทางสตช. จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

                         นายธาริต กล่าวว่า ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงให้สร้างโรงพักไปก่อนล่วงหน้าและยังไม่ได้รับเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ 20 ราย ที่ได้แจ้งความร้องทุกข์มอบคดีให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการแล้ว รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นประมาณกว่า 69 ล้านบาท อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญทำให้การก่อสร้างสถานีตำรวจ (ทดแทน) ไม่แล้วเสร็จตามสัญญาต้องหยุดการก่อสร้างลง และทำให้ผู้รับเหมาช่วงต้องละทิ้งงานในที่สุด ผู้บริหารบริษัท พีซีซีฯ ที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย นายพิบูลย์ อุดมสิทธิกุล, นายวิศณุ วิเศษสิงห์, นายจาตุรงค์ อุดมสิทธิกุล และอาจมีผู้ที่ร่วมก่อให้มีการกระทำผิดเพิ่มอีกบางส่วนด้วย โดย พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง หัวหน้าคณะทำงานสอบสวนคดีพิเศษ จะได้มีหนังสือเชิญให้ผู้บริหารและบริษัท พีซีซีฯ มารับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว ภายในวันที่ 15 มีนาคม นี้ ซึ่งความผิดคดีนี้จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างวาระกันตามจำนวนผู้เสียหาย ซึ่งเชื่อว่าจะมีผู้เสียหายอีกหลายรายเข้าแจ้งความเพิ่มขึ้น

                         ด้าน พ.ต.ท. ถวัล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ (ทดแทน) ในพื้นที่ภาคอีสานนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้เรียกให้บริษัทผู้รับเหมาช่วงในฐานะผู้เสียหายเข้าพบ เพื่อให้ข้อมูลประมาณ 20 ราย แต่พอถึงเวลาจริงกลับมีผู้รับเหมาช่วงมาเข้าพบเพียงแค่ 2-3 รายเท่านั้น ซึ่งจากการสืบสวนพบว่ามีนักการเมืองท้องถิ่นบางคนให้ความช่วยเหลือบริษัทพีซีซีฯ โดยทำการบล็อคหรือกีดกันไม่ให้ผู้รับเหมาช่วงในฐานะผู้เสียหายเข้าให้ข้อมูลต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยอ้างว่าหากบริษัทพีซีซีฯไม่ได้งาน ก็จะไม่ยอมจ่ายเงินให้กับผู้รับเหมาช่วงด้วย ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ทราบตัวผู้กระทำผิดแล้ว ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างพิจารณารวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับนักการเมืองท้องถิ่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในฐานะเป็นผู้ให้การสนับสนุนในการกระทำผิด ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่นต่อไป

                         รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบพบว่านักการเมืองท้องถิ่นคนดังกล่าวนั้น เป็นอดีตสมาชิกสภาจังหวัดอุดรธานี โดยมีพฤติการณ์ขัดขวางไม่ให้ผู้รับเหมาช่วงในฐานะผู้เสียหาย เข้าให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษในเรื่องนี้ โดยอ้างว่าหากผู้รับเหมารายใดเข้าพบก็จะไม่ยอมจ่ายเงินให้ ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าให้ข้อมูล