ข่าว

พธม.คัดเลือกหน.พรรคพรุ่งนี้เผย1ใน5แกนนำ

พธม.คัดเลือกหน.พรรคพรุ่งนี้เผย1ใน5แกนนำ

01 มิ.ย. 2552

“ปธ.อนุฯสมานฉันท์” ติง “มาร์ค” ปากเปราะ ต่อยอดขัดแย้ง “บั่นทอนสมานฉันท์” กมธ.วิสามัญศึกษารธน.วุฒิสภาหารือผลการศึกษาอนุฯแก้รธน. เห็นไม่ควรยุบพรรค แต่ลงโทษ หน.พรรคและกก.บห.ด้าน ”คำนูณ “จวก กก.สมานฉันท์ ไม่ควรชงแก้ รธน.เอง ท้า จะนิรโทษ ให้เสนอกม.เข้าสภา

นายสุริยะใส  กตะศิลา  ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้(2มิ.ย.) เวลา 10.00 น. จะมีการประชุม 5 แกนนำพันธมิตรร่วมกับคณะทำงานซึ่งจะเป็นผู้จะไปจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองรวม 20 คน โดยเลือกมาจากผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมเคลื่อนไหวกับพันธมิตร

โดยจะมีการเลือกตำแหน่งต่าง ๆ ในพรรค เช่น หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค โฆษกพรรค เหรัญญิกพรรค ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายของกกต. แต่ตำแหน่งทั้งหมดจะยังเป็นเพียงชั่วคราวโดยจะคัดเลือกผู้ทำหน้าที่อย่างถาวรต่อไป หลังจากจดทะเบียนพรรคเสร็จสิ้น ซึ่งหัวหน้าพรรคชั่วคราวจะเป็นหนึ่งในห้าแกนนำพันธมิตร

ปธ.อนุฯสมานฉันท์ติงนายกฯปากเปราะต่อยอดขัดแย้ง

นายตวง  อันทะไชย ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการการสร้างความสมานฉันท์ทางการเมืองของสังคม กล่าวว่า การสร้างความสมานฉันท์ขึ้นในสังคม ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน โดยเฉพาะผู้ที่กุมอำนาจตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องไม่ต่อยอดความขัดแย้งในสังคม การออกมาพูดว่าจะมีการเคลื่อนไหวที่รุนแรงในเดือนมิ.ย.เป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้ง จะเห็นได้ว่าหลังจากที่นายกฯพูด กลุ่มเสื้อแดงโกรธแค้นและออกมาตอบโต้ และยังเป็นการพูดที่ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย

 “คำพูดของนายกฯนั้นถือว่าบั่นทอนการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมที่พวกเรากำลังทำเป็นอย่างยิ่ง ” นายตวงระบุ

กมธ.ศึกษารธน.วุฒิเห็นไม่ควรยุบพรรค

 เมื่อเวลา 14.00 น.มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 วุฒิสภา มีนายไพบูลย์  ซำศิริพงษ์ ส.ว.ปทุมธานี ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้หารือถึงผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ในคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐสภา ซึ่งนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา ในฐานะอนุกรรมการชุดดังกล่าว ได้รายงานประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง เช่น ระบบส.ส. ระบบส.ว. มาตรา 190 ว่าด้วยการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ มาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรคและการตัดสิทธิ์ทางการเมืองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค มาตรา 265 ว่าด้วยการห้ามส.ส.เป็นผู้ช่วยหรือที่ปรึกษารัฐมนตรี มาตรา 266 การห้ามส.ส. ส.ว.สั่งการแทรกแซงข้าราชการ ทั้งนี้คณะอนุกรรมการ เห็นว่า ควรทำประชามติในประเด็นที่มีการถกเถียงมากด้วย

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นกมธ.อภิปรายอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะมาตรา 237 โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กมธ. กล่าวว่า การแก้ไขที่พอจะเป็นไปได้ คือ มาตรา 190 และมาตรา 266 ที่อาจเป็นปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินหรือมาตรา 291 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจเปิดให้มี ส.ส.ร.ในอนาคต ส่วนประเด็นอื่น ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของนักการเมืองทั้งสิ้น จึงไม่ควรให้ ส.ส. ส.ว. ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมายุ่งเกี่ยว เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 ก็ไม่ได้มาจากการร่างของ ส.ส. ส.ว. แต่มาจากส.ส.ร. ซึ่งรัฐสภามีหน้าที่เพียงรับหรือไม่รับเท่านั้น นอกจากนี้ การแก้ไขบางมาตราที่กระทบนักการเมืองจำนวนหนึ่งอยู่ เช่น มาตรา 237 เมื่อแก้แล้วก็จะไม่ย้อนกลับไปช่วยนักการเมืองที่โดนตัดสิทธิ์ ยกเว้นจะเขียนในบทเฉพาะกาล หรือหากรัฐบาลจะช่วย ก็ให้เสนอกฎหมายนิรโทษกรรมเข้ามา จะได้ถกเถียงกันเปิดเผยในที่ประชุมสภา เพื่อไม่ให้สังคมสงสัย

 น.ส.รสนา  โตสิตระกูล  ส.ว.กทม. กล่าวว่า ที่มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ ถามว่าเพื่อให้ใครสมานฉันท์กับใครแล้วทำไมถึงต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งตนเห็นด้วยว่า คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ควรมาแก้เอง ส่วนมาตรา 237 ก็มีการพูดกันว่า คนไม่ผิดไม่น่ารับโทษ แต่ตนมองว่า พรรคคือมาลงเลือกตั้งเพื่อได้อำนาจปกครองประเทศ แต่เมื่อได้อำนาจมาโดยไม่สุจริต คงไม่ใช่ความผิดเล็กน้อยแบบลักเล็กขโมยน้อย ถามว่า พรรคกล้าประกาศหรือไม่ว่า ไม่รับประกันว่าจะไม่มีการโกง และให้ประชาชนจับเอง และ ทำไมไม่แก้ไขให้ถอดถอนนักการเมืองได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กมธ. ที่เสนอให้มีระบบตรวจสองบนักการเมืองที่เข้มข้นขึ้น

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมาธิการฯได้แสดงความคิดเห็นหลากหลายในมาตรา 237 เรื่องของการยุบพรรคและลงโทษผู้ที่ทุจริต โดยนายวิเชียร  คันฉ่อง ส.ว.ตรัง กมธ. กล่าวว่า มาตรา 237 ตนเห็นว่า ไม่ควรยุบ เพราะสามารถตั้งพรรคใหม่ได้ แต่สมาชิกพรรคจะรู้สึกอย่างไรเมื่อพรรคของตนเองถูกยุบ แต่เรื่องการลงโทษหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค ก็ควรมีไว้ เพราะความเป็นจริง บ้านเราทุจริตกันหมดทุกวงการ

 ในขณะที่นายสิริวัฒน์  ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช กมธ.กล่าวว่า ตามหลักกฎหมาย ใครไม่ได้กระทำผิด ไม่น่าจะโดนลงโทษ ส่วนคนที่ไม่ได้ทำเองแต่รู้เห็นหรืออยู่ในความรับผิดชอบแล้วไม่ป้องกัน ตรงนี้ก็ควรต้องรับโทษ และควรตั้งโทษให้แรง ส่วนคนที่ไม่รู้เห็นจริง ๆ ก็ไม่น่าไปลงโทษ

 ขณะที่นายวรินทร์ เทียมจรัส ส.ว.สรรหา กมธ.กล่าวว่า มาตรา 237 ไม่ควรแก้ไข เพราะถือว่า มาตรานี้ใช้หลักการรับผิดร่วมเพื่อแก้ปัญหาซื้อเสียงขายเสียง โดยคนในพรรคต้องควบคุมลูกพรรคให้ดี ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเหมือนซ่องโจรที่ทุจริตเลือกตั้งแล้วเข้าไปถอนทุน ทำให้พ.ท.กทล ประจบเหมาะ ส.ว.สรรหา รองประธานกมธ. กล่าวว่า ได้ยินนายกฯบอกว่า พรรคเป็นของประชาชน จะไปยุบไม่ได้ ซึ่งตนเห็นด้วย ดังนั้นที่กมธ.บางคนบอกว่า พรรคการเมืองเป็นซ่องโจรคงไม่ใช่

 ด้านนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ กมธ. กล่าวว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต้องเริ่มต้นที่กระบวนการตามมาตรา 291 ที่ให้ครม. ส.ส. ส.ว. และประชาชน สามารถเริ่มต้นในกระบวนการแก้ไขได้ และไปใช้กระบวนการอื่นไม่ได้ ปัญหาของการฉีกรัฐธรรมนูญคือ การร่างรัฐธรรมนูญที่เริ่มต้นด้วยการไม่ยึดหลักประชาธิปไตยแบบสากล เหมือนประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้วทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เยอรมัน และญี่ปุ่น เมื่อเริ่มกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจากฝ่ายผู้มีอำนาจ หรือกติกาพิเศษที่พิสดาร ก็จะได้รัฐธรรมนูญที่พอผ่านการบังคับใช้ไปเพียงระยะหนึ่งก็จะถูกแก้ไข หรือฉีกรัฐธรรมนูญด้วยวิธีพิเศษ ดังนั้นทำอย่างไรที่จะได้รัฐธรรมนูญที่มาจากจิตสำนึก และยึดหลักนิติธรรมสากล

 นายจิตติพจน์ กล่าวว่า สำหรับมาตรา 237 ตามหลักนิติธรรม กรรมการบริหารพรรคที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ควรต้องมารับผิดชอบจากการกระทำที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องด้วย ตนไม่เห็นด้วยกับวิธีการลงโทษแบบเหมารวมและยุบพรรค ดังนั้นไม่ว่าจะแก้ไขมาตรา 237 หรือมาตราใด ขอให้ยึดหลักประชาธิปไตยแบบสากล หลักนิติธรรม และนิติรัฐสากล เพราะอะไรที่ได้มาด้วยกรณีพิเศษจะอยู่ได้ไม่นาน และต้องคำนึงถึง อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน และอำนาจต่าง ๆ ต้องตรวจสอบได้ โดยต้องยึดหลักสิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพและยุติธรรม

 “ก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 50 เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 50 ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ และพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ขณะนั้น บอกว่าขอให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน เพราะสามารถแก้ไขได้หากมีประเด็นใดที่เห็นว่าการบังคับใช้มีปัญหา ” นายจิตติพจน์กล่าว

 นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กมธ. กล่าวว่า มีข่าวว่า คณะอนุกรรมการจะเสนอให้ทำประชามติ จึงสงสัยว่าจะทำรูปแบบใด และสงสัยข่าวเรื่องการล็อบบี้ให้ส.ว.สรรหา สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแลกกับการต่ออายุส.ว.สรรหา ที่เฉพาะชุดแรกจะดำรงตำแหน่งได้เพียง 3 ปี ออกไปเป็น 6 ปี

 นายสุรชัย ชี้แจงว่า คณะอนุกรรมการ ฯ ยังไม่ได้คุยเรื่องประชามติถึงขนาดนั้น แต่ส่วนตัวมองว่า การทำประชามติต้องทำหลายประเด็น ไม่ใช่มัดมือชกประเด็นเดียวจบเลย ส่วนเรื่องล็อบบี้ ก็ได้ยินเหมือนที่ส.ว.พูดกัน แต่ในที่ประชุมคณะอนุฯไม่เคยมีการไปตกลงหรือพูดกันเรื่องนี้ รวมถึงข่าวที่ระบุว่า มีการต่อรองไม่ให้ส.ว.สรรหา มาคัดค้านเรื่องการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน เพื่อแลกกับการต่ออายุวาระการดำรงตำแหน่ง ซึ่งตอนนี้พูดกันไปกันใหญ่จนผิดข้อเท็จจริง

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ประชุมอภิปรายนาน 3 ชั่วโมง พ.ท. กมล ทำหน้าที่ ประธานการประชุม กล่าวสรุปว่า จะนำข้อสังเกตของกมธ.ทุกคนรวบรวม และทำเป็นรายงาน เสนอวุฒิสภา และอาจส่งให้คณะกรรมการสมานฉันท์ ต่อไป