
ปิดฉากชุมชนป้อมมหากาฬกทม.สรุปรื้อย้าย
ปิดฉากชุมชนป้อมมหากาฬกทม.สรุปรื้อย้ายเตรียมลงชุมชนชี้แจง 2 มิ.ย.นี้
นายประกอบ จิรกิติ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นประธานการประชุมแนวทางการแก้ไขปัญหาการเวนคืนที่ดินของภาครัฐ ในกรณีชุมชนดั้งเดิมของกรุงเทพมหานคร(ชุมชนป้อมมหากาฬ) ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด(อสส.) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรรมการสิทธิมนุษยชน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน อัยการสูงสุด คณะกรรมการเกาะรัตนโกสินทร์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ฯลฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมให้ความคิดเห็นแก่ กทม. ภายหลังมีปัญหาการร้องเรียนและไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานกว่า 10 ปี
นายประกอบ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า กทม.จะต้องดำเนินการตามกฎหมายในการปรัปปรุงภูมิทัศน์บริเวณป้อมมหากาฬให้เป็นพื้นที่สาธารณะ และอนุรักษ์โบราณสถานแห่งชาติ ตามที่พระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินออกมา เมื่อปี พ.ศ. 2535 ดังนั้น กทม.จะดำเนินการที่ผิดวัตถุประสงค์ของการเวนคืนไม่ได้ ดังนั้นจึงมีข้อสรุปว่าชุมชนป้อมมหากาฬจะต้องย้ายออกจากบริเวณป้อมมหากาฬ
ทั้งนี้กทม.จะลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชาวชุมชนได้เข้าใจตั้งแต่วันพรุ่งนี้( 2 มิ.ย.) รวมทั้งฟังความต้องการว่าจะย้ายไปอยู่ที่ใด โดย กทม.ยืนยันจะหารือกับชุมชนด้วยวิธีการละมุนละม่อม พร้อมประสานไปยังองค์กรพัฒนาเอกชน(พอช.) การเคหะแห่งชาติ กรมธนารักษ์ ในเรื่องจัดหาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับ เบื้องต้นมีพื้นที่บางแวก ของกรมธนารักษ์ ขนาด 14 แปลง ขณะนี้มีระบบสาธารณูปโภคพร้อม และย่านบางแค เป็นที่ราชพัสดุ ขนาด 40 แปลง พร้อมกันนี้ กทม.พร้อมอำนวยความสะดวกในการรื้อย้ายสิ่งของแก่ประชาชน และจัดหาอาชีพ การศึกษาของบุตรหลานด้วย
นายประกอบ กล่าวว่า ปัจจุบันชุมชนป้อมมหากาฬเหลือผู้เช่าพื้นที่อาศัยอยู่จำนวน 20 กว่าหลังคาเรือน ขณะที่เจ้าของดั้งเดิมได้รับค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว และได้โอนกรรมสิทธิ์ให้ กทม.แล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว คาดว่าภายใน 3-6 เดือน ชุมชนจะสามารถรื้อย้ายออกจากพื้นที่จนหมด และหากชาวชุมชนรื้อย้ายออกหมดแล้ว กทม.จะประสานกรมศิลปากรให้เข้าสำรวจบริเวณป้อมมหากาฬ เพื่อดูว่าบ้านไม้เก่าว่ามีหลังใดควรค่าแก่การอนุรักษ์ หรือต้องมีการซ่อมแซมอย่างไรบ้าง
อย่างไรก็ตามกทม.การรื้อย้ายบ้านเรือนประชาชนในชุมชนป้อมมหากาฬนั้น เป็นไปตามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์พื้นที่ ใน 3 เรื่อง คือ 1. คูเมืองบริเวณป้อมมหากาฬ 2. ป้อมกำแพงเมือง และ 3 พื้นที่ระหว่างคูเมืองกับกำแพงเมือง หรือชานเมือง ซึ่งหากมีการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวแล้วเสร็จ ก็จะสอดรับกับ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ และอาคารอนุรักษ์บริเวณใกล้เคียงกันที่สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กำลังดำเนินปรับปรุงอยู่ เพื่อให้บริเวณที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อนุรักษ์ต่อเนื่องและสวยงามเพื่อคอยให้การต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า กทม.ยืนยันที่จะเดินหน้าตามคำสั่งศาลปกครองที่วินิจฉัยให้เวนคืนที่ดินในชุมชนป้อมมหากาฬทั้งหมดเพื่อประโยชน์ในการจัดทำสวนสาธารณะและอนุรักษ์โบราณสถานของชาติ ส่วนการดูแลชาวชุมชนนั้นเป็นหน้าที่ของกทม.ก็จะต้องดูแล ส่วนที่ชาวชุมชนระบุว่าจะขอยอมตายที่นี่ไม่ยอมย้ายไปไหนนั้น ตนอยากให้เคารพสิทธิของส่วนรวมด้วย แต่ไม่ได้หมายความตนจะไม่เคารพสิทธิส่วนบุคคล แต่เมื่อศาลติดสินมาเช่นนี้กทม.จะดำเนินการต่อไป



