
หอมคำ-ลาว คำหอม
หอมคำ-ลาว คำหอม : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล
ลาว คำหอม เป็นนามปากกาของ คำสิงห์ ศรีนอก เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2473 ที่ ต.หนองบัวสะอาด อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และสอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้แล้ว ได้สมัครเข้าเรียนแผนกวิชาการหนังสือพิมพ์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับอิทธิพลจากการทำหน้าที่และบทบาทของหนังสือพิมพ์ในยุคนั้น
พี่คำสิงห์ เคยให้สัมภาษณ์ผมว่า “เพราะผมเห็นบทบาทของหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ผมจำได้ว่าผู้อำนวยการหรือบรรณาธิการเกียรติศักดิ์ คือร้อยโทสมพันธ์ ขันธชวนะ เป็นคนจัดจ้าน วิพากษ์วิจารณ์การเมือง พูดถึงประชาธิปไตย พูดถึงความไม่ถูกไม่ต้อง ...ผมจึงเริ่มรู้สึกว่าหนังสือพิมพ์มีบทบาทมาก ตัวเองก็เห็นหลายสิ่งหลายอย่างในชนบท ถ้าได้อาศัยหนังสือพิมพ์ในลักษณะนี้ หรือถ้าตัวเองมีโอกาสได้ทำหนังสือพิมพ์ ก็น่าจะทำหลายสิ่งหลายอย่างได้” ในขณะเรียนอยู่ปีสุดท้ายก็ได้เข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า ในหน้าที่นักข่าวสายการเมือง แต่หลังจากทำงานหนังสือพิมพ์ได้ระยะหนึ่ง พี่คำสิงห์มีปัญหาด้านสุขภาพ เพราะงานหนังสือพิมพ์ในเวลานั้นเป็นงานที่หนักมาก แต่ค่าตอบแทนน้อย พี่คำสิงห์ใช้คำว่า “แพ้ความจน” คือไม่มีสตางค์ ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ จึงสมัครเป็นพนักงานป่าไม้ที่ภาคเหนือ และทำงานอยู่ในป่านานถึง 4 ปี และได้เขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งคือ “ไพร่ฟ้า” หลังจากที่เรื่องสั้นเรื่องแรกคือ “คนพันธุ์” ซึ่งลงพิมพ์ในหนังสือปิยมิตรได้รับเสียงตอบรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดี ทำให้มีกำลังใจเขียนเรื่องสั้นอีก 7 เรื่อง ภายในเวลา 1 ปี หลังจากนั้นก็มีผู้นำไปพิมพ์รวมเล่ม จึงเขียนเรื่อง “ไพร่ฟ้า” เติมให้เต็มเล่ม หนังสือเล่มนั้นคือ “ฟ้าบ่กั้น” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เกวียนทองเมื่อปี พ.ศ. 2501
“ฟ้าบ่กั้น” นอกจากจะเป็นที่นิยมของนักอ่านชาวไทยแล้ว ก็เป็นหนังสือที่ได้รับความสนใจจากชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครอเมริกันที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย พี่คำสิงห์เล่าว่า “ผู้อำนวยการซึ่งคุ้นเคยกัน ก็จะให้พวกเหล่านั้น(อาสาสมัคร)อ่านก่อน หลังจากนั้นก็ชวนผมไป แต่ผมเห็นโน้ตที่เขาพิมพ์โรเนียวแจก เขาพิมพ์ว่าทางหนึ่งซึ่งจะให้สัมฤทธิ์ผลในการทำงาน ในการจะอยู่ร่วมกับคนเอเชีย โดยเฉพาะคนในประเทศไทย ปัญหาอยู่ที่ชนบท ก็จะต้องรู้จักคนเหล่านั้น ...เข้าใจว่า “ฟ้าบ่กั้น” สนองตอบในส่วนนั้น นั่นเป็นบทบาททางวรรณกรรมของ “ฟ้าบ่กั้น””
เสนีย์ เสาวพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ และนักเขียนรางวัลอมตะคนแรก กล่าวถึง ลาว คำหอม ว่า “ลาว คำหอม ได้สร้างวรรณกรรมที่ตั้งคำถามอย่างซื่อๆ โดยไม่ให้คำตอบ แต่ได้ก่อให้เกิดประสบการณ์ทางการอ่านเชิงอุดมคติ ทำให้ผู้อ่านได้รับรู้ปัญหาเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การพัฒนาประเทศที่ไร้ความสมดุล ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทที่ขยายตัวมากขึ้น ภาพชุมชนเกษตรกรรมที่กำลังล่มสลายเพราะการขยายตัวของชุมชนอุตสาหกรรมในช่วงแรกของการพัฒนา อันมีผลกระทบต่อชาวไร่ชาวนา ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ‘คำร้องทุกข์’ อันปรากฏในงานของลาว คำหอม จึงทำให้ผู้อ่านตระหนักถึงโชคเคราะห์ซึ่งทุกคนมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน ทำให้มองเห็นและรับรู้ปัญหาของผู้ด้อยโอกาสที่มีชีวิตอยู่กับแผ่นดินว่า ในที่สุดแล้วยังคงยากไร้ และถูกเอาเปรียบเบียดเบียนตลอดมา”
คำสิงห์ ศรีนอก หรือ ลาว คำหอม ได้รับการยกย่องประกาศเกียรติคุณเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เมื่อปีพ.ศ.2535 และในปีนี้ทางมูลนิธิอมตะได้ประกาศเกียรติคุณ ลาว คำหอม เป็นผู้ได้รับรางวัลนักเขียนอมตะ ร่วมกับ ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ หรือ พนมเทียน ซึ่งพิธีมอบรางวัลจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 5 มีนาคม 2556 ณ อาคารกรมดิษฐ์ ถนนเพชรบุรี กทม.
ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอเชิญร่วมงาน “หีบเพลงชัก แทนคำรัก สง่า อารัมภีร 2” ในวันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2556 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พบกับ 6 ศิลปินแห่งชาติ สุเทพ วงศ์กำแหง, สวลี ผกาพันธุ์, ชรินทร์ นันทนาคร, ชาลี อินทรวิจิตร, จินตนา สุขสถิต, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ร่วมด้วยนักร้องชั้นนำ จองบัตรได้ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้ กองทุนสง่า อารัมภีร ในกองทุนงานส่งเสริมวัฒนธรรม”



