ข่าว

'ปู'นำทีมศก.ถกนักลงทุนฮ่องกง

'ปู'นำทีมศก.ถกนักลงทุนฮ่องกง

26 ก.พ. 2556

'ปู'นำทีมถกนักลงทุนฮ่องกง ย้ำโอกาสการลงทุนของไทยภายใต้แผนยุทธศาสตร์ประเทศ พร้อมพบผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ยกระดับความร่วมมือครอบคลุมการค้า

              26 ก.พ.56 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำทีมเศรษฐกิจ ร่วมหารือกับนักลงทุนชั้นนำในฮ่องกง เพื่อย้ำถึงโอกาสการลงทุนของไทย ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดนักลงทุนชั้นนำและนักการเงินต่างชาติจากฮ่องกง ซึ่งถือเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และความพร้อมของไทยที่จะเป็นจุดเชื่อมในภูมิภาค (Connectivity Hub) ตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเชื่อมต่อกับฮ่องกง เนื่องจากฮ่องกงมีท่าอากาศยานและท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ และเป็นจุดขนส่งสินค้าที่สำคัญที่มีปริมาณการขนส่งสินค้าเป็นอันดับต้นของโลก

                 เวลา 08.00 น. ณ ห้อง Burgundy โรงแรม Island Shangri-La น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลสำคัญ อาทิ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงการคลัง และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมรับประทานอาหารเช้ากับผู้บริหารชั้นนำระดับสูงด้านการธนาคารและการลงทุนของฮ่องกงและต่างชาติ อาทิ Mr.Soo Thiam Tan จาก AIA Mr.Mark McCombe จาก Blackrock Dr.Fan Gongsheng จาก China Investment International(Hong Kong) Mr.Edmund Ng จาก Hong Kong Monetary Authority Mr.Christopher Chan จาก JPMorgan Mr.Angus Hui จาก Shroders ซึ่งฮ่องกงถือเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและได้รับการจัดอันดับจาก World Economic Forum ให้เป็นเมืองศูนย์กลางการเงินและการธนาคารอันดับหนึ่งของโลก

                ในการพบปะครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ภายหลังการประสบอุทกภัย ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยได้เจริญเติบโตมาอย่างเข้มแข็ง แม้ว่าจะมีการชะลอตัวกับบางประเทศคู่ค้า โดยในปี 2012 เศรษฐกิจไทยเติบโต 6.4% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.1% และในปี 2013 เศรษฐกิจตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถเติบโตเพิ่มขึ้น 5.0 - 6.0 % (ธปท. - 4.9%, FPO - 5.0% (4.5-5.5%), NESDB - 4.5-5.5%) สำหรับปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันการเติบโตในปีนี้คือ อุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ นอกจากนี้ เสถียรภาพภายในประเทศเอื้ออำนวยต่อการเติบโต เช่น • อัตราการว่างงานต่ำ 0.4% ของแรงงานทั้งหมด (สถานะ พ.ย.2012) • ภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ 3.0% ในปี 2012 สำหรับเสถียรภาพภายนอก ได้แก่ • ดุลบัญชีเดินสะพัด 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (11 เดือนของปี 2012) • เงินสำรองระหว่างประเทศ 181.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่ากับ 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น หรือการส่งออก 10 เดือน ปี 2012 ส่วนภาคภาคการธนาคาร มีหนี้เสีย (NPLs) เพียง 1.2% (สถานะ ก.ย.2012) และมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS raito) สูงถึง 16.2% ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่ ธปท.กำหนดไว้ที่ 8.5% (สถานะ พ.ย.2012) มาตรการการรักษาระดับหนี้สาธารณะ โดยหนี้สาธารณะล่าสุดต่อ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) (สถานะ พ.ย.2012) คือ 43.5% ต่ำกว่าเพดานกรอบการรักษาระดับหนี้สาธารณะ และรัฐบาลไทยวางแผนการจัดทำงบประมาณสมดุล (Balanced Budget) ภายในปี 2017 ที่สำคัญ รัฐบาลไทยจัดทำแผนงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท (7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเท่ากับ 17% ของ GDP) ในแผนการลงทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (โดยคาดว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นไม่เกิน 50% ของ GDP)

                ทั้งนี้ การลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มีแผนสำคัญได้แก่ • แผนการลงทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานตั้งเป้าเพื่อเป็นการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน • งบประมาณ 2 ล้านล้านบาท (7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเท่ากับ 17% ของ GDP) จะใช้ในการดำเนินงานโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 7 ปี (2013 -2019) เพื่อยกระดับสาธารณูปโภคด้านการคมนาคมของประเทศ • แผนการลงทุนจะเน้นด้านการคมนาคมและเครือข่ายโลจิสติกส์ ประกอบด้วย เส้นทางรถไฟ 82.6% ถนน 12.2% เส้นทางเดินเรือ 1.5% และสาธารณูปโภคตามแนวชายแดน 0.6 สำหรับโครงการระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้ตั้งงบประมาณ 350 ล้านบาท (1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเท่ากับ 3% ของ GDP) โดยจะดำเนินการในช่วงระยะเวลา 6 ปี (2012 - 2017) เพื่อป้องกันอุทกภัยและสนับสนุนระบบชลประทานทั่วประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลมีความคิดริเริ่มและแรงจูงใจในการลงทุน โดยได้กำหนดมาตรการสำคัญ อาทิ • ภาษีเงินได้นิติบุคคล รัฐบาลดำเนินการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 20% ในปีนี้ โดยลดต่อเนื่องจาก 30% ในปี 2011 และ 23% ในปี 2012 ซึ่งจะทำให้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค อาทิ มาเลเซีย 25% เวียดนาม 25% อินโดนีเซีย 20% และฟิลิปปินส์ 30% • สํานักงานปฏิบัติการภูมิภาค (Regional Operating Headquarters: ROH) นโยบายของ ROH คือ แรงจูงใจทางภาษี เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้บรรษัทข้ามชาติตั้งสำนักงานภูมิภาคของตนและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย • แรงจูงใจ-การยกเว้นภาษี หรือลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT)

                สำหรับการดำเนินงานของสํานักงานปฏิบัติการภูมิภาค เช่น เกี่ยวกับการบริหาร การฝึกอบรม และการวิจัยค้นคว้าและวิจัย (R&D) - ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax: PIT) สำหรับชาวต่างชาติที่มีวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน - สิทธิประโยชน์ทางภาษีเกี่ยวกับการบริหารจัดการทางการเงิน - ไม่มีมาตรการการควบคุมเงินทุน (capital control) สำหรับ ภาคการส่งออก แม้จะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่สำคัญในประเทศคู่ค้าหลัก การส่งออกไทยยังคงเติบโตที่ 3.1% ในปี 2012, ลดลงจาก 15.1% ในปี 2011 โดยรัฐบาลมีนโยบาย: • ความหลากหลายของตลาด: โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่ออาเซียน และภูมิภาคอื่นที่มีอัตราการเติบโตสูง • เสริมสร้างความเข้มแข็งของอุปสงค์ในประเทศ ผ่านมาตรการต่างๆของรัฐบาล •จัดตั้งคณะกรรมการ เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการค้าระหว่างประเทศ (เช่น การขยายเวลาทำการด่านศุลกากร) • สนับสนุนส่งเสริมการค้าให้กว้างขึ้น นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำถึงโอกาสการลงทุนของไทยภายใต้แผนยุทธศาสตร์ (Country Strategy) ที่จะส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจะเน้นการลงทุนใน Infrastructure การจัดทำโซนนิ่งเกษตร และการส่งเสริม SMEs และ OTOP

                นอกจากนี้ จะให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำผ่านการพัฒนาระบบการศึกษาและสาธารณสุขให้ทั่วถึง โดยการสร้างความเจริญเติบโตนี้ จะต้องยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นายกรัฐมนตรีกล่าวถึง การลงทุนด้านการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้วงเงิน 350,000 ล้านบาท เพื่อปกป้องเขตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจากอุทกภัย รวมถึง โครงสร้างลงทุนพื้นฐานขนาดใหญ่ (Megaprojects) มูลค่า 2 ล้านล้านบาท ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากต้นทุนที่ลดลง การกระจายความเจริญ การส่งเสริมความเชื่อมโยง (Connectivity) กับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค ซึ่งจะสามารถเป็นจุดเชื่อมต่อกับฮ่องกง ซึ่งมีท่าอากาศยานและท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ และเป็นจุดขนส่งสินค้าที่สำคัญที่มีปริมาณการขนส่งสินค้าเป็นอันดับต้นของโลก ได้อีกด้วย

                ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกล่าวเสริมในประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจและซักถามด้วย โดยภายหลังการหารือในช่วงเช้า กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้จัดกิจกรรมคู่ขนานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “Hong Kong Roadshow Thailand’s Strategies : A Road Map for Real Opportunities” ดังนี้ เวลา 09.30 น. การกล่าวสุนทรพจน์ถึงโอกาสของไทยภายใต้แผนยุทธศาสตร์ประเทศ โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เวลา 11.20 - 14.30 น. การจัดสัมมนาเพื่อส่งเสริมการลงทุน ตลอดจน การพบปะระหว่างผู้บริหารระดับสูงด้านการเงินการคลังของไทยกับนักลงทุนต่างชาติที่สำคัญในฮ่องกง (One-on-Ten meeting Session) แบบกลุ่มย่อย ทั้งนี้ ปัจจุบันฮ่องกงเป็นคู่ค้าอันดับ 9 ของไทย โดยการค้าระหว่างไทย-ฮ่องกงในปี 2555 มีมูลค่าถึง 14,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และฮ่องกงยังมีปริมาณเงินลงทุนในโครงการที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น

               
 

พบผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ยกระดับความร่วมมือครอบคลุมการค้า

               น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปยัง อาคารทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือข้อราชการกับนายเหลียง จุ้นอิง ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง เพื่อหารือพัฒนายกระดับและสานความร่วมมือกับรัฐบาลฮ่องกง มีการหารือสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

                นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับนายเหลียง จุ้นอิง ซึ่งได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงในปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2555) พร้อมทั้งชื่นชมในศักยภาพของฮ่องกงที่เป็นศูนย์กลางการเงินชั้นนำของโลก และฮ่องกงยังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง โดยนายกรัฐมนตรีใช้โอกาสการพบปะครั้งนี้ สร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ทั้งด้านการเมือง และเศรษฐกิจ โดยด้านการเมืองนั้น ปัจจุบันไทยถือว่า มีเสถียรภาพทางการเมือง ที่เอื้ออำนวยการต่อการลงทุน และรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายสร้างความปรองดอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อความมั่นคงทางการเมืองของไทยให้ต่อเนื่องยิ่งขึ้น สำหรับด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการที่ครอบคลุม เพื่อสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและต่อเนื่อง โดยปีนี้ คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตร้อยละ 4.5 - 5.5 ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการลงทุนของภาคเอกชน เพิ่มการจ้างงาน และรักษาตลาดเปิด รวมทั้งพัฒนาการค้าและการลงทุนใหม่ๆ นอกจากนี้ การลงุทนจากต่างประเทศ หรือ FDI ( Foreign Direct Investment ) ถือเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญและส่งเสริม โดยเฉพาะเทคโนโลยีชั้นสูง และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ประเทศด้วย

                และภายใน 7 ปีข้างหน้า รัฐบาลมีแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท รวมทั้งโครงการการบริหารจัดการน้ำอีก 350,000 ล้านบาท โดยโครงการที่เป็นที่สนใจ คือ เส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมจากกรุงเทพฯ ไปภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตก และภาคใต้ รวมทั้งการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนสร้างมอเตอร์เวย์จากกรุงเทพฯไปชายแดนพม่า เพื่อเป็นการเชื่อมต่อทางบกกับท่าเรือน้ำลึกทวาย ทั้งนี้ ที่สำคัญรัฐบาลให้ความสำคัญการพัฒนาการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงภูมิภาค โดยการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและเครือข่ายโลจิสติกส์ ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงได้หารือแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาความร่วมมือที่เอื้อต่อการส่งเสริมความร่วมมือและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งฮ่องกงถือเป็นประตูสู่จีน และมีศักยภาพด้านการค้า โลจิสติกส์ การลงททุน บริการ และการเงินและธนาคาร และไทยและฮ่องจะได้ใช้ศักยภาพของกันและกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดระหว่างกัน ซึ่งภายหลังการหารือ จะมีการลงนามการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างไทย-ฮ่องกง ( Cooperation Arrangement between Thailand and Hong Kong ( on Strengthening Trade and Economic Relations )) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความร่วมมือไทย-ฮ่องกง ในสาขาต่างๆที่แต่ละฝ่ายมีศักยภาพ เช่น การค้า บริการ การลงทุน การท่องเที่ยว และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม นอกจากนี้ ไทยและฮ่องกงจะร่วมส่งเสริมการค้าข้าวไทยในฮ่อง ที่เป็นตลาดสำคัญของไทย และมีการนำเข้าเป็นจำนวนมากในทุกปี และยังมีศักยภาพที่จะเพิ่มได้อีกมาก รวมทั้ง ตลาดท่องเที่ยวที่ประเทศไทยนับเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของฮ่องกง และฮ่อกงก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนไทยให้ความนิยมเช่นกัน ซึ่งไทยและฮ่องกงจะร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการเติบโตและเพิ่มการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนมากขึ้น

                ภายหลังการหารือข้อราชการ นายกรัฐมนตรีและนายเหลียง จุ้นอิง ได้ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างไทย-เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ระหว่างนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นาย Gregory So รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และการพัฒนาเศรษฐกิจของฮ่องกง ซึ่งสาระสำคัญของข้อตกลงฯ ประกอบด้วย 1) การอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการค้าสินค้า 2) การอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการบริการ 3) การอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการลงทุน 4) การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความร่วมมือในการดำเนินการตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้า 5) การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 6) ความร่วมมือด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง 7) ความร่วมมือและการส่งเสริมการท่องเที่ยว 8) การส่งเสริมการพัฒนาและและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและR&D 9) ความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาศักยภาพ 10) ความร่วมมือด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา 11) การอำนวยความสะดวกและส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ 12) ความร่วมมือในสาขาอื่นๆ ที่เห็นชอบร่วมกัน

 

ให้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวฮ่องกง ด้วยการพัฒนาเส้นทางการคมนาคมที่ครอบคลุม

               เวลา 11.45 น. ณ โรงแรม Island Shangri-La ฮ่องกง คณะผู้แทนระดับสูงของบริษัทท่องเที่ยวฮ่องกง เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อแลกเปลี่ยความคิดเห็นและแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยและฮ่องกง สรุปสาระสำคัญดังนี้

                นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณบทบาทสำคัญของบริษัทท่องเที่ยวฮ่องกง ที่มีบทบาทสำคัญในฐานะพันธมิตรที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พร้อมทั้งขอขอบคุณ สมาพันธ์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฮ่องกง ที่ให้ความเชื่อมั่นต่อนักเดินทางในการเดินทางไปประเทศไทย ปัจจุบัน รัฐบาลมีการส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยใหม่ๆให้มีความหลากหลาย ทั้งแหล่งช็อปปิ้ง ธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้ง ขณะนี้ ไทยกำลังพัฒนาเส้นทางคมนาคม การขยายสนามบิน เพื่อเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน ไปจนถึงภูมิภาค ซึ่งการพัฒนาเส้นทางต่างๆ จะช่วยเพิ่มศักยภาพรองรับการท่องเที่ยวให้มีการเดินทางที่สะดวก มีทางเลือกในการเดินทางไม่ว่าจะเป็นรถไฟ หรือทางอากาศ รวมทั้งการนำไปสู่สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ นอกจากนี้ ไทยกำลังพัฒนาการท่องเที่ยวในเชิง Medical Tourism ซึ่งไทยจะเป็น Medical Hub ของภูมิภาค ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจในการท่องเที่ยวในประเทศไทยด้วย รวมทั้ง จะร่วมมือกับสมาพันธ์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวฮ่องกงในลักษณะ Strategic Partnership ต่อไป ในโอกาสนี้ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวฮ่องกงได้แสดงความเชื่อมั่นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่มีความพร้อมและความสะดวก อีกทั้ง ไทยถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของฮ่องกง และหากไทยพัฒนาเส้นทางการเดินทางให้กว้างขวางและหลากหลาย ตามที่ไทยวางแผนไว้ ก็จะยิ่งช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น