
เปิดใจ'ประสาร'จม.รมว.คลังกับมติกนง.
เปิดใจ'ประสาร ไตรรัตน์วรกุล' (ตอน 1) จดหมาย รมว.คลัง กับ มติ กนง. : อิสระของธปท.อยู่ที่ความรับผิดชอบต่อประชาชนและรัฐบาล
ประเด็นข้อถกเถียงระหว่าง “ดอกเบี้ย” กับ “เงินทุนไหลเข้า” จนนำไปสู่จดหมายรักที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่งให้ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่ออ่านให้คณะกรรมการ ธปท.ได้รับทราบและต้องรับผิดชอบหากเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและประเทศชาติจากการขาดทุนก้อนโตของ ธปท.
ปมร้อนที่เกิดขึ้น ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ได้เปิดอกพร้อมตอบทุกคำถามของนายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในเวทีเสวนา "Nation Exclusive Insights for CEOs : จับสัญญาณ ค่าเงินบาท 2013" เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ท่ามกลางนักธุรกิจระดับซีอีโอขององค์กรธุรกิจชั้นนำที่เข้าฟังและแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างใกล้ชิด
เวลาชวนสาวมากินข้าวแล้วเขาไม่มา หมายความว่าเขาไม่ชอบเราใช่มั้ย แล้วท่านผู้ว่าการเชิญ รมว.คลัง มากินข้าว แต่เขาไม่มา แสดงว่าอะไร?
ความจริง คือ ปกติแล้วทุกสิ้นปีกระทรวงการคลังกับ ธปท.จะต้องหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปีถัดไป และกฎหมายยังกำหนดให้ กระทรวงการคลังกับ ธปท. ต้องประชุมร่วมกันทุกไตรมาส ซึ่งตอนที่เรากำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ เราก็จะกำหนดวันที่ประชุมร่วมกันในแต่ละไตรมาสไปเลย บังเอิญไตรมาสแรกของปีนี้ ไปตรงกับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันก่อนประชุม กนง. 1 วัน บอร์ด กนง. จึงเสนอว่าควรเชิญ รมว.คลัง มาหารือพร้อมทานข้าวร่วมกันหลังจากประชุมเสร็จ เพียงแต่บังเอิญ รมว.คลัง ท่านติดธุระไม่สามารถมาได้ อาจเพราะเราไปเปลี่ยนวันนัดหมายด้วย
ก่อนหน้านี้รัฐบาลมีทั้งจดหมาย มีทั้งประธานบอร์ด ธปท.และ รมว.คลัง ย้ำหนักหนา หรือแม้แต่ในจดหมายยังระบุให้ระมัดระวังการดำเนินนโยบายการเงินที่อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ แถมบอกว่าบอร์ดธปท.ต้องรับผิดชอบ แปลว่าอะไร ความรู้สึกของบอร์ดธปท.ที่มีต่อจดหมายนี้เป็นอย่างไร?
ความจริงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยเวลานี้ มันมีความซับซ้อน ถ้าเราเลือกดูบางส่วนอาจทำให้คิดว่าไปสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยได้ เช่น กรอบนโยบายการเงินที่เราดำเนินอยู่เวลานี้ บางช่วงอาจจำเป็นต้องอาศัยระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ดังนั้นเราก็ต้องปล่อยให้เงินบาทเคลื่อนไหวไปตามกลไกตลาด
ส่วนเงินบาทที่แข็ง บางท่านอาจมองว่า ไปกระทบต่อภาคส่งออก ทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวได้ ซึ่งถ้าคนให้น้ำหนักทางบัญชีการเงิน เขาอาจดูว่าเงินบาทที่แข็งทำให้ ธปท.ขาดทุน ก็จะมีความกังวลกัน ซึ่ง ธปท.ก็พยายามทำความเข้าใจกับคนเหล่านี้ว่า หน้าที่ของ ธปท. คือดูแลรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แม้บัญชี ธปท.มีขาดทุนบ้างก็ไม่เป็นไร ส่วนผู้ส่งออกนั้น โลกในขณะนี้มันเปลี่ยนแปลงไป เราจะแข่งขันเฉพาะราคาอย่างเดียวไม่ได้ ภาพธุรกิจจึงจำเป็นต้องปรับตัว ซึ่ง ธปท.ก็ต้องอธิบายตรงนี้ด้วย
เป็นเรื่องปกติหรือไม่ที่ รมว.คลัง ทำจดหมายลักษณะนี้ บอร์ดธปท.ในอดีตเคยมีหรือไม่?
บังเอิญโครงสร้าง ธปท. มีการปรับเปลี่ยน โดยมาใช้กฎหมายใหม่เมื่อปี 2551 ซึ่งกฎหมายใหม่จะมีบอร์ดด้านนโยบาย 3 ชุด คือ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) คณะกรรมการระบบการชำระเงิน (กรช.) และมีบอร์ด ธปท.ซึ่งดูแลงานโดยทั่วไปอีก 1 ชุด แต่ละชุดก็มีหน้าที่แตกต่างกันไป เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องใหม่ก็พยายามทำความเข้าใจกันว่า บอร์ดแต่ละชุดทำหน้าที่อะไรบ้าง อีกทั้งตัวท่านประธานกับผู้ว่าการ ธปท. ก็เป็นคนละคนกัน ไม่เหมือนอดีตที่ประธานกับผู้ว่าการ ธปท.เป็นคนเดียวกัน เมื่อความเข้าใจเรื่องนี้ยังไม่ตรงกัน จึงมีเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมา
ถือเป็นเรื่องดีหรือไม่?
ผมว่าเวลาจะช่วยให้เราได้เรียนรู้ ซึ่งบางคนก็บอกว่ากฎหมายปัจจุบันดีอยู่แล้ว เพราะโครงสร้างกฎหมายออกแบบให้มีการถ่วงดุลกันหลายด้าน อย่างการตัดสินดอกเบี้ยนโยบาย ก็ไม่ได้ตัดสินโดยตัวผู้ว่าการ ธปท.เพียงคนเดียวเหมือนอดีต แต่ยังมีรองผู้ว่าการ ธปท.อีก 2 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกอีก 4 คน อีกทั้งระบบใหม่เมื่อมีการตัดสินใจแล้ว ก็ต้องออกมาแถลงข่าว เปิดเผยการประชุม เปิดเผยเสียงโหวตให้สาธารณชนได้รับทราบ
มติ 6 ต่อ 1 ของ กนง. แปลว่าส่วนใหญ่เห็นไปทางเดียวกับ ธปท. ทั้งที่ก่อนหน้าคนมองว่าเสียงจะก้ำกึ่ง หรืออาจให้ลดลงซัก 0.25% ทำไมผลส่วนใหญ่ออกมา จึงคล้อยตามที่ผู้ว่าการ ธปท.นำเสนอ?
ในการประชุมมีการพิจารณาเรื่องต่างๆ เยอะมาก เสียงส่วนใหญ่มองว่า สถานการณ์ต่างประเทศเวลานี้ได้ผ่านช่วงเลวร้ายสุดไปพอประมาณแล้ว อีกทั้งอุปสงค์ในประเทศยังขยายตัวแข็งแกร่ง การเติบโตทางเศรษฐกิจดีเกินคาด และในประเทศตอนนี้ก็มีปรากฏการณ์ที่ราคาสินทรัพย์ต่างๆ ปรับขึ้น สินเชื่อก็โตร้อนแรง
แต่อาจมีบอร์ดบางท่านที่เห็นต่างไปบ้าง โดยมองว่า เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามีความเสี่ยง จึงเสนอให้ลดดอกเบี้ยลงมา ในขณะที่บอร์ดเสียงข้างมาก 6 เสียง มองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างดอกเบี้ยกับเงินทุนไหลเข้ามีน้อย บางท่านก็มองว่า ดอกเบี้ยแม้จะมีความสัมพันธ์กับเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ก็มีปัจจัยอื่นประกอบกันให้เงินทุนไหลเข้าด้วย ถ้าอยากบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้าย ควรต้องทำหลายด้านประกอบกัน หากลดดอกเบี้ยลงแค่ 0.25% เพียงอย่างเดียว เกรงว่าจะเป็นการ “เสียของ” เพราะทำไปแล้ว นอกจากไม่ช่วยชะลอเงินไหลเข้า ยังไปสร้างผลข้างเคียงให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพทางด้านราคาได้
มติที่ออกมาในทางตรงข้ามกับการเมือง และมีความเสี่ยงว่าจะทำให้ผู้ว่าการ ธปท.ตกงาน ตรงนี้ลังเลหรือไม่?
ถ้าบอกว่าไม่มีเลยก็คงเป็นการกล่าวเท็จ...แต่เรื่องนี้เคยมีประสบการณ์ที่ได้เจอมาในอดีต ถ้าใครเคยไปห้องผู้ว่าการ ธปท. ตรงทางเดินระหว่างทางเข้าจะมีรูปอดีตผู้ว่าการแต่ละท่านติดอยู่ เวลาผมเดินผ่าน ก็จะเห็นรูปอดีตผู้ว่าการบางท่านที่เคยมีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งทุกครั้งที่เดินผ่าน ผมจะขอขมาท่านอยู่ตลอด
จำได้ว่าสมัยที่ผมเข้าทำงาน ธปท.ใหม่ๆ และอดีตผู้ว่าการท่านนี้นั่งเป็นผู้ว่าการ ธปท.อยู่ ตอนนั้นก็มีแรงกดดันจากภาครัฐเสนอให้ลดดอกเบี้ยลง แต่สถานการณ์เศรษฐกิจขณะนั้นในความจริงควรต้องปรับขึ้น ซึ่งสมัยนั้นอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ผู้ว่าการ ธปท.เพียงคนเดียว ท้ายสุดท่านตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง แต่ท่านก็ยังโดนเรียกตัวไปพบ และเหตุการณ์หลังจากนั้นไม่กี่วัน ทางรัฐบาลได้เสนอชื่อผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่เข้า ครม. ซึ่งท้ายสุดท่านอดีตผู้ว่าการท่านนั้นก็ยังต้องออกจากตำแหน่งอยู่ดี
กลับมาที่คำถาม...เหตุการณ์วันนั้น ทำให้ผมนั่งคิดว่า ยังไงตอนนั้นท่านก็ต้องถูกปลดอยู่แล้ว ถ้าท่านตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย ก็คงจะมีความภูมิใจมากขึ้นแม้จะต้องออกจากตำแหน่งไป ก็ทราบมาว่าหลังพ้นตำแหน่งไปท่านเองก็เสียใจที่ตัดสินใจผิดพลาด ซึ่งถ้าท่านตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย หลังพ้นตำแหน่งไปท่านคนมีความรู้สึกที่ดีขึ้นกว่านั้น มีความภูมิใจที่ได้ทำในสิ่งที่เราเชื่อ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันถือว่าโชคดีที่การตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ว่าการ ธปท.คนเดียวแล้ว ยังมีคนอื่นร่วมตัดสินใจอีกอย่างน้อย 6 ท่าน
ไม่สามารถโน้มน้าว รมว.คลัง ได้หรือว่า จุดยืนของ ธปท.และกนง.น่าจะเป็นประโยชน์กว่าจุดยืนของคลัง?
ผมไม่อยากสรุปแบบนั้น เพราะเราเข้าใจว่าท่านเป็นห่วงอะไร ท่านห่วงเรื่องเงินบาทที่แข็งจะกระทบภาคส่งออก ซึ่งเราก็พยายามดูว่าจะทำยังไงได้บ้างที่จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา
ถ้าผู้ว่าการ ‘ประสาร’ มาเป็น รมว.คลัง จะมองคล้ายๆ กับ รมว.คลัง หรือไม่ มุมมองของ ธปท.กับคลังต่างกันหรือไม่?
อยู่ที่การให้น้ำหนักว่าเรื่องอะไร แต่ที่น่าสนใจคือ ในยามนี้จะบอกว่า ธปท. อิสระไม่รับผิดชอบต่อประชาชนหรือรัฐบาลเลยก็ไม่ได้ เพราะเจตนาของกฎหมายปี 2551 คือสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน อย่างเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น กนง. ก็ไม่ได้เป็นผู้กำหนด เพราะผู้กำหนดสุดท้าย คือ ครม. เนื่องจากเป้าหมายแต่ละปีต้องผ่านการอนุมัติจาก ครม. เมื่อ ครม.อนุมัติออกมาแล้ว ธปท.ก็มีหน้าที่ต้องทำให้เป็นไปตามเป้าหมายนั้น ซึ่งต้องให้อิสระ ธปท.ในการดำเนินการ และถ้า ธปท.ทำแล้วไม่ได้ผลก็ต้องชี้แจงกับรัฐบาลด้วย จึงเป็นเหตุว่าทุกครั้งที่ กนง. ตัดสินใจดำเนินนโยบายอะไร ต้องเปิดเผยในรายงานการประชุมด้วย



