
ชายทะเลบางขุนเทียนปัญหาของผู้ว่าฯกทม.
เวทีผู้ว่าฯกทม. : ชายทะเลบางขุนเทียน : ปัญหาของผู้ว่าฯกทม.
ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียน และการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเล ยังคงเป็นทุกข์หนักอกของชาวบ้านที่รอให้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่เข้ามาสะสาง ด้วยความหวังว่า หลังผ่านการเลือกตั้งวันที่ 3 มีนาคม ไปแล้ว ปัญหาของชาวบ้านชายทะเลบางขุนเทียน จะถูกจัดให้เป็นปัญหาเร่งด่วนลำดับต้น
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก และคมชัดลึกทีวี จึงอาสาจัดเวทีนำเสนอปัญหาถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ในประเด็น "นโยบายแผนที่ กทม.และการกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาน้ำท่วมชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน" เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์
ประเด็นปัญหาดังกล่าว ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยผ่านเวทีเสวนา ซึ่งมีผู้ร่วมรายการประกอบด้วย รศ.ดร.กัมปนาท ภักดีกุล คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นางปนัดดา ทัศศิริ หัวหน้างานภาคกลางมูลนิธิชุมชนไทย นางโสภิณ จินดาโสม ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์ทะเลกรุงเทพและสิ่งแวดล้อมบางขุนเทียน นายสุวัฒน์ อยู่เย็น ตัวแทนจากชุมชนกอกโพธิ์ และนายวินัย พุฒินิลผล ตัวแทนจากชุมชนทะเลบางขุนเทียน
นางปนัดดา กล่าวว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน มีมานานกว่า 50 ปี เป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากการทำเขื่อนกั้นแม่น้ำ ทำให้ตะกอนเลนปากแม่น้ำลดลง ส่งผลกระทบให้ที่ดินบริเวณชายฝั่งเริ่มหดหายไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ที่ดินหายไป 3 พันกว่าไร่
นางปนัดดา ยังกล่าวถึงผลกระทบของชาวชุมชนจากปัญหาการระบายน้ำเสียว่า ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมาปัญหาการระบายน้ำที่มีการสูบออกมาจำนวนมาก แต่ไม่สามารถปล่อยได้ทันทีเพราะต้องดูน้ำขึ้นน้ำลง ก็ต้องกักน้ำเอาไว้ทำให้เกิดน้ำเน่า แต่พอปล่อยลงทะเลก็สร้างปัญหา ทำให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเสียหายเป็นจำนวนมาก
"ตอนนี้ถ้าเรียงปัญหากัดเซาะชายฝั่งเป็นภัยเงียบ แต่น้ำเสียมาวูบไปวาบ แป๊บเดียวรู้ เราไม่ต้องการระบบบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ในพื้นที่ แต่มีกฎหมายควบคุมอยู่แล้วในบ้านจัดสรรและโรงงาน จึงฝากถึงผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อย่าคิดเอง อย่าฟังนักวิชาการหรือเจ้าหน้าที่เยอะ ให้ฟังชาวบ้านและเปิดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วม ชาวบ้านเขาอยู่กับพื้นที่ตลอดให้ฟังเขาบ้าง แล้วจะได้แนวทางแก้ไขที่ถูกต้องและถูกใจ" นางปนัดดากล่าว
นางโสภิณ ระบุว่า ที่ผ่านมาหลายคนพยายามลุกขึ้นมาสู้กับทะเลด้วยตัวเอง โดยใช้งบประมาณส่วนตัว ขณะที่ภาครัฐกลับให้ความสนใจน้อยมาก โดยเฉพาะปัญหาที่ชาวบ้านเจอหนักที่สุดในตอนนี้คือ การระบายน้ำเสียจากแหล่งต่างๆ ของ กทม. และแม่น้ำสายต่างๆ ดังนั้น การแก้ปัญหา กทม.ต้องรับฟังจากชาวบ้านว่า ชาวบ้านต้องการอะไร เราอยากให้การแก้ปัญหาเป็นระบบ อย่าให้นักวิชาการต้องมาเถียงกันเองว่าของใครดีกว่าของใคร
"ตอนนี้ที่เราเจอในพื้นที่หนักๆ คือน้ำเสียจากการระบายของ กทม. และหลายๆ แม่น้ำ คุณกลัวเศรษฐกิจจะล่มจม แต่ไม่ห่วงคนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมบริเวณนี้ และไม่รู้อนาคตจะมีปัญหาอะไรอีก อยากฝากผู้ว่าฯ คนใหม่ว่า นโยบายบางอย่างจะใช้กับชุมชนเมืองและเกษตรกรรมเหมือนกันไม่ได้ หากมีการปรับได้ก็น่าจะดี" นางโสภิณกล่าว
เช่นเดียวกับ นายสุวัฒน์ ที่ระบุว่า ตนก็ประสบปัญหาจากการระบายน้ำเสียจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ซึ่งทางการพยายามเร่งระบายน้ำจากด้านบนลงมา โดยบอกว่าต้องสูบน้ำออกทะเล โดยไม่ได้คิดถึงชาวบ้าน เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาว่าจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง เขามองแค่ว่าทำอย่างไรก็ได้ที่ไม่ให้ กทม. และโรงงานอุตสาหกรรมถูกน้ำท่วม ขณะที่เกษตรกรต้องประสบปัญหาอย่างหนัก
"ขอฝากว่าที่ผู้ว่าฯ คนใหม่ อยากเสนอว่าพื้นที่ 50 เขตไม่เหมือนกัน ท่านมีคณะทำงานน่าจะให้ลงพื้นที่ว่าเขตแต่ละเขตมีสภาพเป็นอย่างไร เห็นแต่ละคนออกมาหาเสียงเรื่องรถติด เรื่องรถไฟฟ้า แต่ไม่ดูว่าเขตบางขุนเทียนเหมือนกันไหม เขตชายทะเลเราจะเอารถไฟฟ้าไปทำไม" นายสุวัฒน์กล่าว
นายวินัย กล่าวเสริมว่า ในเขตบางขุนเทียนไม่มีโรงบำบัดน้ำเสีย มีเพียงประตูระบายน้ำ ถ้าปิดหลายวันน้ำก็ยิ่งเน่า ถ้าเปิดประตูระบายน้ำออก น้ำก็เสียน้อยลง อย่างต้นปีที่ผ่านมาหอยแครงที่เลี้ยงไว้ตายไปเยอะ
รศ.ดร.กัมปนาท กล่าวทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลจะให้ทำการศึกษาวิจัยปัญหาของชุมชนในพื้นที่ ขออย่าให้กระทบต่อชาวบ้าน ต้องดูว่าเรามาแก้ปัญหาไม่ใช่มาช่วยสร้างปัญหา ระชากรทั่วโลกกว่า 70% อาศัยในพื้นที่ที่ติดต่อกับชายฝั่งทะเล และพร้อมรับผลกระทบนี้เช่นกัน
"เมื่อศตวรรษที่ 20 น้ำทะเลสูงขึ้น 10-20 ซม. แต่ปลายศตวรรษนี้จะสูงขึ้น 9-8 ซม. เฉลี่ยต่อปี 3.2 มิลลิเมตร สะท้อนชัดเจนว่ารัฐบาลต้องลงมาศึกษาปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตอนนี้ชัดเจนว่าแนวรั้วไม้ไผ่ทำให้ชายทะเลบางขุนเทียนมีทางออก" รศ.ดร.กัมปนาท กล่าว
.................
(หมายเหตุ : เวทีผู้ว่าฯกทม. : ชายทะเลบางขุนเทียน : ปัญหาของผู้ว่าฯกทม.)



