
อินเดียจะเป็นมหาอำนาจเคียงคู่กับจีน
อินเดียจะเป็นมหาอำนาจเคียงคู่กับจีน : หน้าต่างอาเซียน โดยทนง ขันทอง
เป็นธรรมดาที่พอจีนจะใหญ่ขึ้นมาทั้งทางเศรษฐกิจและการทหารก็โดนถล่มจากผู้นำและสื่อจากตะวันตก โดยมองกันว่าจีนกำลังเป็นภัยคุกคามต่อเพื่อนบ้านและเป็นอุปสรรคต่อสันติภาพและความสงบร่มเย็นในภูมิภาคเอเชียทั้งหมด ทั้งนี้สืบเนื่องจากความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่น และความขัดแย้งในหมู่เกาะทะเลจีนใต้ระหว่างจีนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ยักจะมีใครให้ความสนใจอินเดีย ทั้งๆ ที่อินเดียก็กำลังผงาดเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคงในภูมิภาคนี้ และมีโอกาสที่จะใหญ่บนเวทีโลกไม่แพ้จีนในอนาคตอันใกล้นี้
วันนี้ต้องขอเขียนเรื่องอินเดียหน่อย เพราะว่ากำลังท่องอยู่ในแดนภารตตามคำเชิญของรัฐบาลเขา
ต้องยอมรับว่าอินเดียเดินหมากเก่ง เป็นเสือซุ่ม มีความอดทนสูงในการสร้างชาติ เพื่อฟื้นคืนศักดิ์ศรี เพราะว่าเพิ่งจะได้เอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลังตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษกว่า 200 ปี
ส่วนจีนค่อนข้างจะโฉ่งฉ่าง เลยเป็นเป้าใหญ่ให้โดนถล่มและเป็นที่จับตาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะขยับอะไรจะโดนจับผิด เพราะว่าจีนอาจจะกำลังจะล้มระเบียบโลกปัจจุบันที่ตะวันตกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมโลกในระยะ 200-300 ปีที่ผ่านมา ส่วนอินเดียทำอะไรก็น่ารักไปหมด ดูไม่มีพิษมีภัยอะไร ลองดูตัวเลขเศรษฐกิจต่อไปนี้ที่รวบรวมโดยสมาพันธ์อุตสาหกรรมอินเดีย จะเห็นได้ว่าอินเดียไม่ธรรมดาเลย
1.อินเดียแซงหน้าญี่ปุ่นเป็นอันดับสามของโลกแล้วในแง่ดุลกำลังซื้อในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ที่สูงถึง 4.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยที่ตัวเลขของญี่ปุ่นอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐมาอันดับหนึ่งที่ 15.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จีนมาอันดับสองที่ 12.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
2.ประชากรอินเดียใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากจีน ตอนนี้มีอยู่เกือบ 1,300 ล้านคน
3.ขณะที่หลายๆ ประเทศมีปัญหาสังคมคนแก่ ไม่มีคนหนุ่มสาวเพียงพอที่จะทำงาน อินเดียมีประชากรในวัยทำงานถึง 429 ล้านคน
4.เศรษฐกิจอินเดียมีอัตราเติบโตเร็วเกือบที่สุดในโลกในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา โดยโตจาก 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1992 มาเป็น 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่แล้ว
5.ชนชั้นกลางในอินเดียกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 1995 อินเดียมีชนชั้นกลาง 4.6 ล้านครัวเรือน ตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็น 60 ล้านครัวเรือนในปี 2015 คนชั้นกลางอินเดียมีรายได้ระหว่าง 2 แสนรูปี-1 ล้านรูปี (1ดอลลาร์สหรัฐ = 53 รูปี)
6.ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ประเทศอุตสาหกรรมมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบหมด ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป แต่ปีที่แล้วอินเดีย จีนยังคงโตในอัตราที่สูงอยู่ คือ 4.5% และ 7.8% ตามลำดับ
7.อินเดียเริ่มจะผลิตอาหารหรือธัญพืชได้พอต่อการบริโภคภายในประเทศแล้ว โอกาสที่จะเกิดการจลาจลอาหารมีน้อยลงและที่สำคัญปีที่แล้วเป็นแชมป์ส่งข้าวออกประมาณ 10 ล้านตัน แซงหน้าประเทศไทยไปแล้ว
8.ถ้าอัตราการเจริญเติบโตเป็นแบบนี้ไม่ช้าไม่นาน อินเดียจะทิ้งญี่ปุ่นไม่เห็นฝุ่น แค่จับมือกับจีน (ถ้าไม่มัวทะเลาะกันก่อน) ก็จะใหญ่กว่าอเมริกาแล้ว
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกถึงความเป็นเลิศของอินเดียด้านไอที อินเดียมีวิศวกรซอฟต์แวร์ติดอันดับมากที่สุดในโลก มีคนเก่งทำงานในวงการแบงก์ หุ้นการเงิน องค์กรสำคัญระหว่างประเทศเช่นสหประชาชาติ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศและอื่นๆ เต็มไปหมด พูดง่ายๆ คือ อินเดียมีบุคลากรที่มีคุณภาพทั้งระดับบนและระดับล่างทำงานอยู่ต่างประเทศจำนานมาก ถ้าสักวันที่สมองไหลกลับ อินเดียจะมีบุคลากรที่มีคุณภาพเพียบ จะช่วยผลักดันประเทศให้ก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดดอีก แต่ที่สำคัญที่สุดคือ อินเดียเป็นมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ พอเกาหลีเหนือทดลองอาวุธที ทุกประเทศโวยวายจะเป็นจะตาย แต่ปีที่แล้วที่อินเดียทดลองยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ไม่มีใครโวยสักแอะ
งานนี้ต้องยกนิ้วให้แขกที่ผงาดขึ้นมาบนเวทีโลกอย่างเนียนๆ ตอนนี้อินเดียเล่นทุกเวทีทางการค้า เศรษฐกิจและความมั่นคง เป็นทั้งพระรองและพระเอก มีความสัมพันธ์ทางทหารที่ดีเกือบทุกประเทศ เรียนรู้ทุกอย่างจากตะวันตกและกำลังเน้นนโยบายมองไปทางตะวันออกคือจะสัมพันธ์กับอาเซียนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เมื่ออินเดียผงาดเต็มที่ในไม่ช้า ดุลอำนาจโลกจะเปลี่ยนไป ศูนย์กลางของโลกจะมาอยู่ที่อินเดียและจีน ไม่ใช่ตะวันตกอีกต่อไป



