ข่าว

ติวเข้ม'พระวิหาร'ก่อนสู้ศึกศาลโลก

ติวเข้ม'พระวิหาร'ก่อนสู้ศึกศาลโลก

25 ก.พ. 2556

ที่นี่บัวแก้ว : '50 ปี 50 ประเด็น ถาม-ตอบ กรณีปราสาทพระวิหาร' ติวเข้มก่อนสู้ศึกศาลโลก : โดย...นันทิดา พวงทอง

                         “50 ปี 50 ประเด็น ถาม-ตอบ กรณีปราสาทพระวิหาร” หนังสือคู่มือฉบับกระเป๋าที่กระทรวงการต่างประเทศได้รวบรวมคำถามจากประชาชนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง มุ่งหวังคลี่คลายข้อสงสัยและทำความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน ก่อนที่คณะต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารของไทย นำโดยนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ในฐานะผู้แทนไทย จะเดินทางไปให้ข้อมูลทางวาจาต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ตามที่กัมพูชาได้ยื่นขอตีความอาณาบริเวณพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 15 - 19 เมษายนนี้ ที่ประเทศเนเธอแลนด์ โดยคาดว่า ศาลโลกจะมีคำตัดสินในคดีนี้ ในปลายปี 2556

                         คู่มือเล่มนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ คอลัมน์ที่นี่บัวแก้ว ขอคัดเลือกคำถามที่เป็นแก่นแท้การต่อสู้คดี เพื่อนำมาขยายความต่อ ตั้งแต่คำถามที่ว่า ทำไมไทยต้องไปต่อสู้คดีการยื่นตีความดังกล่าวในศาลโลก คำตอบคือ การยื่นคำขอต่อศาลโลกของกัมพูชาในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการฟ้องคดีใหม่ แต่เป็นการขอให้ศาลตีความคดีเก่า ที่ศาลโลกได้ตัดสินไปแล้วเมื่อปี 2505

                         “ถ้าไทยปฏิเสธที่จะต่อสู้คดีในศาลโลก กัมพูชาสามารถเรียกร้องให้ศาลตัดสิน บนพื้นฐานของคำขอ คำให้การและเอกสารประกอบของฝ่ายกัมพูชาฝ่ายเดียวได้ ตามข้อ 53 ของธรรมนูญศาลโลก ซึ่งเมื่อศาลโลกมีคำตัดสินออกมาก็จะมีผลผูกพันไทยด้วย”

                         ถามต่อ ข้อต่อสู้ของไทยมีอย่างไรบ้าง คำตอบคือ ข้อต่อสู้ของไทยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การคัดค้านคำขอให้มีมาตรการชั่วคราว และข้อต่อสู้ในคดีตีความซึ่งเป็นคดีหลัก สำหรับการคัดค้านคำขอให้มีมาตรการชั่วคราวของไทย  คือ 1) ศาลโลกไม่มีอำนาจเบื้องต้น เนื่องจากไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกครบถ้วนแล้ว รวมทั้งไม่มีข้อพิพาทในประเด็นที่กัมพูชายกขึ้น นอกจากนี้ คำขอของกัมพูชาไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับประเด็นในสาระสำคัญของข้อพิพาท

                         2) ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะทำให้ศาลโลก ต้องมีคำสั่งออกมาตรการชั่วคราว เนื่องจากขณะนี้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย - กัมพูชา (GBC) และการระงับข้อพิพาทโดยกลไกทวิภาคีโดยมีอาเซียน (ASEAN) สนับสนุน มีความคืบหน้าดี และเหตุปะทะตามแนวชายแดนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน 2554 ซึ่งกัมพูชากล่าวอ้าง เกิดขึ้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทพระวิหาร 158 กิโลเมตร และ 147 กิโลเมตร ตามลำดับ และ 3) คำขอของกัมพูชาเป็นการด่วนสรุป กล่าวคือ เป็นการตัดสินเรื่องสารัตถะของคดี ทั้ง ๆ ที่ศาลโลกยังไม่ได้ตัดสินคดีตีความ (คดีหลัก)

                         ส่วนการคัดค้านคำขอให้พิจารณาคดีตีความ ศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณาและกัมพูชาไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากคำฟ้องของกัมพูชาไม่ใช่คำขอตีความคำพิพากษาเก่า ตามที่กัมพูชาอ้าง แต่เป็นการฟ้องคดีใหม่เกี่ยวกับข้อพิพาทใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อ 5 - 6 ปีมานี้ เพราะกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลก จึงเกิดข้อพิพาทใหม่เรื่องเส้นเขตแดน ซึ่งอยู่นอกขอบเขตของคดีเก่าเมื่อปี 2505 และเป็นเรื่องที่จะต้องเจรจากันในกรอบของเจบีซีตามบันทึกความเข้าใจปี 2543 ซึ่งการฟ้องคดีใหม่ไม่อาจทำได้เพราะไทยไม่ได้รับอำนาจศาลโลกแล้ว 

                         จะเห็นว่า  คำฟ้องของกัมพูชาจึงเป็นการใช้กระบวนวิธีพิจารณาความไปในทางไม่ชอบ เนื่องจากไทยและกัมพูชาไม่มีข้อพิพาทในเรื่องการตีความคำพิพากษาในคดีเดิม คำฟ้องปัจจุบันของกัมพูชาเป็นการเปลี่ยนท่าทีรื้อฟื้นเรื่องที่จบไปตั้งแต่ปี 2505 แล้ว เพราะกัมพูชาได้ยอมรับอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปีนั้นว่าไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว โดยไทยได้ถอนกำลังและเจ้าหน้าที่ออกจากปราสาทพระวิหาร และบริเวณใกล้เคียงปราสาทตามขอบเขตที่กำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 10 กรกฎาคม 2505 ซึ่งสอดคล้องกับขอบเขตของพื้นที่พิพาทในคดีเดิมตามความเข้าใจทั้งของคู่ความและของศาลคำฟ้องของกัมพูชา เป็นเสมือนการอุทธรณ์ที่ซ่อนมาในรูปคำขอตีความ ซึ่งขัดธรรมนูญศาลและแนวคำพิพากษาของศาลเรื่องการตีความ เนื่องจากกัมพูชาขอตีความคำพิพากษา ทางไทยได้เห็นว่าศาลไม่มีอำนาจพิจารณาและไม่อาจรับคำขอของกัมพูชาได้ หรือหากศาลเห็นว่ามีอำนาจและรับคำขอนี้

                         เรื่องราวถาม-ตอบ กรณีปราสาทพระวิหารยังมีอีกหลายประเด็นที่ได้อธิบายกันแบบเจาะลึก ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.mfa.go.th/main/th/news

 

 

--------------------

(ที่นี่บัวแก้ว : '50 ปี 50 ประเด็น ถาม-ตอบ กรณีปราสาทพระวิหาร' ติวเข้มก่อนสู้ศึกศาลโลก : โดย...นันทิดา พวงทอง)