
วางโรดแม็พรับมือ'ภัยแล้ง'
วางโรดแม็พรับมือ 'ภัยแล้ง' นาปรัง-น้ำตาล-ผักส่งออกเสี่ยงกระทบ : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน
"ภัยแล้ง" ในปี 2556 นี้ แม้จะยังไม่มีใครตอบได้ชัดว่าจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน แต่สถานการณ์แล้งก็เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และต้นปีนี้พบว่ามีหลายจังหวัดเริ่มประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว แน่นอนว่าผลกระทบเกิดขึ้นชัดเจนกับภาคการเกษตรของไทย ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารและอาหารแปรรูป ต่างติดตามสถานการณ์ที่ว่านี้
สัญญาณตัวหนึ่งที่บ่งบอกถึงสถานการณ์ไม่สู้ดีนักคือ "น้ำ" ซึ่งจำเป็นต่อการทำการเกษตร และพืชไร่ เช่น ข้าว ที่มีความต้องการน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงในการยืนต้น เมื่อสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำมีน้อย หน่วยงานต้นสังกัดคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงออกมาเตือนบรรดาเกษตรกรในพื้นที่ภาคกลางให้งดการทำนาปรังรอบสอง ซึ่งเป็นนาปรังนอกเหนือแผนการเพาะปลูกและการจัดสรรน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรเอง เมื่อเตือนแล้ว หากไม่เชื่อก็จะไม่รับผิดชอบความเสียหายใดๆ
จากรายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ ของศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน ที่ออกมาล่าสุด (12 ก.พ.56) รายงานว่ามีปริมาณน้ำรวมกันจำนวน 44,167 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 63% ของความจุอ่างขนาดใหญ่รวมกันทั้งหมด เมื่อเทียบกับปี 2555 เป็นปริมาณที่น้อยว่าถึง 9,676 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้การได้มีจำนวนทั้งสิ้น 20,668 ล้านลูกบาศก์เมตร
แหล่งน้ำในเขื่อนหลัก ที่ส่งไปสนับสนุนการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีดังนี้ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ 6,594 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 49% ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 2,794 ล้านลูกบาศก์เมตร, เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 4,739 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 50% ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 1,889 ล้านลูกบาศก์เมตร
เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 588 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 63% ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 545 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำ 448 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 57% ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 445 ล้านลูกบาศก์เมตร
รายงานดังกล่าวยังระบุด้วยว่า จากการติดตามสภาพการเพาะปลูกในเขตพื้นที่ชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยังพบว่ามีการทำนาปรังเกินกว่าแผนที่กำหนด และยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นอีก ซึ่งกรมชลประทานได้ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรให้งดทำนาปรังครั้งที่ 2 ไปแล้ว เนื่องจากจะกระทบต่อการใช้น้ำที่มีอยู่ในเกณฑ์น้อย จึงขอให้เกษตรกรให้ความร่วมมืออย่างเคร่งครัด
ไทยแล้งยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ
ด้านอุตสาหกรรมอาหารนั้น นายเพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ภาวะโลกร้อน มีผลกระทบกับอุตสาหกรรมอาหารโดยตรง เช่น ภัยแล้ง จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปขั้นต่อไป ซึ่งเมื่อพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ มาตรการหนึ่งที่ทำกันอยู่ก็เช่น การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อช่วยในการรักษาชั้นบรรยากาศของโลก
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ภาวะโลกร้อนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่จะพบว่าทุกอย่างจะเป็นวัฏจักรของธรรมชาติที่จะมีการสร้างสมดุลในตัวเอง เช่นมีร้อน แล้ง หรือบางครั้งเกิดพายุ และน้ำท่วม สลับกันไป ซึ่งสำหรับประเทศไทยในภาวะแล้งที่กำลังเกิดขึ้น หากแล้งต่อเนื่องกันติดต่อกันทุกๆ ปีนั้นก็อาจจะเป็นปัญหาหนัก แต่ที่ผ่านมาไทยยังไม่เคยไปถึงขั้นที่เรียกว่า "วิกฤติ"
"ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยแล้งถึงขั้นวิกฤติ แต่ถ้าภัยแล้งสะสมนาน 2-3 ปีแล้วดินเปลี่ยน อินทรีย์เปลี่ยน อันนั้นจะวิกฤติกว่า แต่ตอนนี้ยังไม่เห็น ยังไม่เกิดกับประเทศของเรา กลุ่มของเรา" นายเพ็ชรกล่าวและว่า แต่ผลกระทบคงเกิดขึ้นบ้างทำให้การเข้าถึงแหล่งอาหารช้าลง คุณภาพของวัตถุดิบในการแปรรูปลดลงไป เช่น อ้อย เมื่อขาดน้ำจะทำให้มีผลระทบต่อค่าความหวานของอ้อยลดลง ส่งผลต่อคุณภาพน้ำตาลทรายให้ลดลงตาม
โดยสถาบันอาหารประเมินตัวเลขการส่งออกน้ำตาลในปีนี้ น่าจะลดลงไป 6.6% คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 114,114 ล้านบาท อันเป็นผลกระทบมาจากภัยแล้ง และส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดนำเข้าที่สำคัญลดการนำเข้าจากไทยไป ส่วนสินค้าอีกตัวที่ประเมินว่าจะส่งออกลดลงเนื่องจากภัยแล้งคือ ผัก และผลไม้ คาดว่าจะมีการส่งออก 45,610 ล้านบาท ลดลง 1.6%
ต่างจากภาพรวมของอุตสาหกรรมที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยคาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารจะมีมูลค่า 1,030,000 ล้านบาท ขยายตัวได้ 6% ด้วยปัจจัยภาวะเศรษฐกิจโลกขยายตัวดี ขณะที่คงความเสี่ยงด้านเงินบาทแข็งค่าที่จะส่งผลต่อรายรับในรูปเงินบาทให้ลดลง
นายเพ็ชรกล่าวอีกว่า เกี่ยวกับปัญหาภัยแล้ง หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเองมีแผนในการบริหารจัดการผลผลิตแต่ละชนิดอยู่แล้ว รวมทั้งยังได้ร่วมกันหาแนวทาง ซึ่งจะเป็นมาตรการส่งเสริม เช่น จะพัฒนาแหล่งน้ำอย่างไร การจัดสรรน้ำให้กับพืชผลทางการเกษตรในช่วงที่มีความต้องการน้ำมากอย่างไร อย่างข้าว ดูแลให้น้ำมีเพียงพอต่อการยืนต้นได้จากนั้นต้นข้าวก็จะแข็งแรงและสามารถอยู่ได้เอง ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ คือกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์
"เราทำงานร่วมกันแก้ปัญหาทั้งซัพพลายเชน ช่วยการระดมความคิด เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ประเทศเลยก็ว่าได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มอบหมายเป็นพิเศษ ให้ดูว่าผลผลิตทางการเกษตรออกมาในช่วงไหน มีมากน้อยอย่างไร หากมีมากก็จะดูว่าควรจะแปรรูป ออกไปส่งเสริมให้เกษตรมีการแปรรูปเพิ่มขึ้น เช่นที่สถาบันอาหารได้เข้าไปทำเมื่อปีที่แล้ว ช่วยเหลือเกษตรกรภาคใต้ในช่วงที่ลองกองมีผลผลิตออกมามาก เราก็ส่งเสริมการแปรรูปเป็นแยมลองกอง"
ในส่วนของ "ครัวไทยสู่ครัวโลก" ก็ถือเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยสถาบันอาหารเป็นหน่วยงานกลาง ที่คอยประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งเกษตร, อุตสาหกรรม และพาณิชย์ ซึ่งตลาดสำคัญที่เรามองในขณะนี้ จีน ที่จะเปลี่ยนจากผู้ส่งออกเป็นผู้นำเข้าสินค้าอาหาร
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภัยแล้ง เราใช้เป็น 1 ปัจจัยในการประเมินผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารอยู่แล้ว ส่วนผลกระทบอื่นๆ ที่สำคัญคือโรคระบาด ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารนั้น เรื่องความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่เราต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง หากแม้อาหารเราจะดีมีคุณภาพทุกอย่าง แต่เมื่อมีความไม่น่าเชื่อถือเกิดขึ้น ก็จะทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องการสั่งซื้อสินค้าอาหารจากเรา เช่น ในช่วงน้ำท่วมใหญ่ของประเทศ ทำให้เกิดข้อวิตกกังวลว่าจะมีผลกระทบทำให้เกิดการปนเปื้อนในกุ้งหรือไม่ ทำให้เราต้องใช้เวลาในการชี้แจงกว่าจะทำความเข้าใจว่าไม่มีผลกระทบใดๆ
"ประเทศไทยมีการส่งออกอาหารคิดเป็นอันดับที่ 12 ของโลก จะเห็นได้ว่าเมื่อเกิดปัญหาใหญ่ของประเทศ เช่น การเมือง หรือเศรษฐกิจ เราก็ยังสามารถประคองตัวมาได้ แต่ถ้าหากไม่ได้รับความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยของอาหารแล้ว กระทบต่อความน่าเชื่อถือ ย่อมทำให้การยอมรับจากนานาประเทศลดลง การสั่งซื้อสินค้าอาหารจากไทยก็อาจจะตามมา" ผู้อำนวยการสถาบันอาหารกล่าว
แนะใช้น้ำหยดปลูกผัก-ผลไม้
ทั้งนี้ หนึ่งในกลุ่มสินค้าอาหารที่ดูจะได้รับการคุกคามจากภัยแล้ง คือกลุ่มพืชผัก ผลไม้ โดยนายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าไทย กล่าวว่า การประเมินสถานการณ์ภัยแล้งนั้น คงบอกไม่ได้ว่าจะแล้งขนาดไหน ทำให้ยังไม่สามารถประเมินถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่ามากน้อยแค่ไหน ซึ่งเข้าใจว่ากระทรวงเกษตรฯ กำลังประเมินสถานการณ์นี้อยู่เช่นกัน
"อย่างไรก็ตาม หากดูในขณะนี้ สภาวะเรื่องของโลกร้อนนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก ผลกระทบก็เริ่มเห็นชัดเจนขึ้น แต่ความรุนแรงยังประเมินไม่ได้ คงต้องรออีกระยะ 2-3 เดือนจากนี้" นายชูศักดิ์กล่าว
เขากล่าวด้วยว่า เกษตรกรต้องปรับตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องการใช้น้ำให้ประหยัดมากขึ้น อาจต้องเปลี่ยนระบบการให้น้ำ เช่น การเปลี่ยนเป็นระบบน้ำหยด ซึ่งในกลุ่มของผลไม้บางชนิดปรับตัวโดยการใช้น้ำหยดกันแล้ว ขณะที่กลุ่มพืชผักชนิดใด หากใช้ระบบน้ำหยดได้ ก็จะเป็นการประหยัดน้ำ ซึ่งพบว่าในต่างประเทศนั้นก็สามารถใช้น้ำหยดได้ อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มพืชไร่ เช่น ข้าว มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมาก คงต้องช่วยกันดูว่าจะหาแนวทางกันอย่างไร
ทั้งนี้ ผลกระทบเรื่องภัยแล้งเกิดขึ้นแน่นอนในปีนี้และปีหน้า หากปรับมาใช้เป็นระบบน้ำหยด ก็จะประหยัดน้ำ และการใช้พลังงานก็ลดลง ผลเสียหายก็ลดลง อย่างไรก็ตาม ในจุดนี้คงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลด้วย เพื่อจะคงรักษาสัดส่วนการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ได้
ส่วนอุปสรรคอื่นๆ สำหรับสินค้าส่งออกในกลุ่มพืชผัก และผลไม้นั้น พบว่าในยุโรปและญี่ปุ่นกำหนดมาตรฐานสินค้าสูง ซึ่งคงต้องใช้เวลาในการพัฒนา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคเอกชนไทยเองได้มีการจัดทำมาตรฐานคุณภาพสินค้าผักและผลไม้ที่เน้นความปลอดภัย และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือที่เรียกว่า ThaiGAP ซึ่งจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการลงไปช่วยพัฒนาเกษตรกรให้เข้าใจถึงกติกาที่เป็นสากล และหวังว่าจะเป็นเครื่องมือในการทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับสินค้า และเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกร
ผลักดันธุรกิจเกษตร-อาหารยั่งยืน
ขณะที่ นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าไทย กล่าวว่า โลกร้อนเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาต่อเนื่องและช้าๆ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเกิดทางธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่เราอธิบายได้ว่าเกิดจากภาวะโลกร้อน แต่ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องติดตาม และปรับโครงสร้างการผลิตของสินค้าทางการเกษตร ควบคู่ไปกับการสนับสนุนมาตรการลดการใช้คาร์บอนไดออกไซด์บนโลกใบนี้ ซึ่งประเทศไทยก็มีการรณรงค์ในเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับสินค้าในกลุ่มอาหาร ในด้านการค้านั้นคือ มาตรการกีดกันทางการค้าที่ออกมาในประเทศยุโรป และอเมริกา โดยเฉพาะในยุโรปพบว่ามีมากขึ้น และมักจะนำเรื่องของภาวะโลกร้อนมาอ้าง โดยจะเข้ามาตรวจสอบทรัพยากรธรรมชาติของไทยว่าใช้ไปเท่าไร เขามีกฎหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งเราจะต้องติดฉลากตามกฎหมายของเขาที่กำหนด แต่นั่นคือมาตรการทางการค้าที่เราเรียกว่า "เอ็นทีบี" (มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี) และเมื่อเกิดขึ้นมากก็จะลามในถึงเรื่องของสังคมด้วย
ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องรีบคิดแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการจัดทำรายงานความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร (Sustainable Report) ซึ่งคือการรายงานธุรกิจการเกษตรและอาหารในด้านต่างๆ เพื่อจะได้มีระบบการจัดการที่ยั่งยืน
"ปัญหาในขณะนี้เราจะพบบ่อยมาก เช่นในธุรกิจกุ้ง เจอกีดกันทั้งในประเด็นเรื่องแรงงาน สิ่งแวดล้อม ซึ่งในอุตสาหกรรมก็พยายามแก้ไขต่อเนื่อง มาวันนี้ในส่วนของปศุสัตว์ เราเจอเรื่องปลาป่น ที่ถูกกล่าวหาว่ามาจากเรือจับปลาอวนลาก ซึ่งการจะมาแก้ปัญหาทีละจุดนั้นคงทำยาก จึงเสนอให้มีการทำงานร่วมกันทั้งระบบ และหากเราไม่พัฒนาในจุดนี้ ประเทศคงอยู่ไม่รอด" นายพรศิลป์ กล่าว
---------------------
(วางโรดแม็พรับมือ 'ภัยแล้ง' นาปรัง-น้ำตาล-ผักส่งออกเสี่ยงกระทบ : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)



