ข่าว

ฮอตอิชชู่ : ตั้งมือรับฉบับวิกฤติพลังงาน

ฮอตอิชชู่ : ตั้งมือรับฉบับวิกฤติพลังงาน

23 ก.พ. 2556

ฮอตอิชชู่ : ตั้งมือรับฉบับวิกฤติพลังงาน

                     ทำเอาหลายฝ่ายออกอาการหวั่นใจไม่น้อย เมื่อต้องรับถอยหลังเพื่อตั้งรับกับการประกาศภาวะฉุกเฉินของกระทรวงพลังงาน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 เมษายน ที่กำลังจะมาถึง ด้วยเป็นการขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ให้ช่วยกันประหยัดพลังงาน อันเนื่องมาจากเกิดปัญหาท่อก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย เกิดชำรุดเนื่องจากสมอเรือประมง ทำให้ก๊าซเข้าระบบไม่ได้วันละ 270 ล้านลูกบาศก์เมตร กอปรกับแท่งขุดเจาะที่ประเทศพม่าเกิดทรุดตัวลงทำให้ต้องปิดซ่อมแซม ส่งผลให้แหล่งพลังงานแห่งนี้ที่ผลิตก๊าซส่งไทยขายถึงวันละ 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร นั่นหมายความว่า พลังงานที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทยจะหดหายไปถึง 1,370 ล้านลูกบาศก์เมตรเลยทีเดียว

                     แม้หลายๆ ฝ่ายจะพยายามรณรงค์ ให้ลดการใช้ปริมาณกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พยายามหาทางแก้วิกฤติดังกล่าว และอาจจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ค่าไฟฟ้าในช่วงเวลานั้นต้องเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากต้นทุนในการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว และเมื่อเจอกับวิฤกติแบบนี้ คงต้องหันกลับมาถามตัวเองแล้วว่า เรามีวิธีเตรียมตั้งรับกับสถานการณ์นี้เอาไว้อย่างไร เพราะเดือนเมษายนเป็นที่รู้แน่ชัดว่า เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของปี...

                     พนักงานบริษัทเอกชน "เก่ง" ธนากร เขมกานนท์ กล่าวว่า ทุกคนต้องหันมาช่วยกันประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ซึ่งปัญหานี้ส่งผลกระทบกับทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือนอย่างมาก รัฐบาลจึงควรจะหาแหล่งพลังงานทดแทน เพื่อช่วยทั้งภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่จะส่งผลกระทบด้านการส่งออกและระบบขนส่ง ส่วนทางครัวเรือนจะส่งผลกระทบในเรื่องของค่าอุปโภคบริโภค และค่าครองชีพที่จะดีดตัวสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลให้ GDP ลดลง ส่งผลถึงการลงทุนจากต่างประเทศ ในความเป็นจริงขณะนี้ค่าเงินบาทกำลังแข็งค่าขึ้น รัฐบาลเองก็น่าจะฉวยโอกาสนี้กักตุนพลังงานไว้ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

                     "จริงๆ แล้วเราก็รณรงค์ให้ทุกคนประหยัดพลังงานมาตลอด แต่เหมือนคนไทยเห่อกันเป็นช่วงๆ ไม่มีการรณรงค์ที่เป็นรูปธรรมให้เห็นอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น การปิดไฟช่วงพักเที่ยง ตอนนี้ไม่ค่อยเห็นแล้ว หรือการลดการใช้ถุงพลาสสติกก็ยังเห็นพนักงานขายในร้านสะดวกซื้อ แจกถุงพลาสสติกให้กับลูกค้าเกือบทุกคน ต้องบอกว่าไม่เอาถุงถึงจะไม่ให้ เหมือนนิสัยคนไทยที่ลืมง่ายเห่อเป็นพักๆ เลยทำให้การรณรงค์ประหยัดพลังงานไม่เห็นผลที่ชัดเจน เช่น ทุกคนอาจจะรู้ว่าควรล้างแอร์ทุกๆ 2 เดือน เปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียล หรือควรถอดฟิวเตอร์แอร์ออกล้างบ้าง ก็สามารถลดการใช้พลังงานได้บางส่วนแล้ว การรณรงค์ทางเดียวกันไปด้วยกันเดี๋ยวนี้ก็หายไป ตอนนี้มีรถกันคนละคันรถก็ติดเพิ่มขึ้น คือ เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้วิธีทำแต่บางครั้งก็ละเลยและหลงลืมกัน ในเมื่อเรารอให้ทุกคนทำไม่ได้ ก็เริ่มจากตัวเองนี่แหละที่ต้องหันมาประหยัดพลังงานก่อน" เก่ง แจกแจง

                     ทางด้านพนักงานธนาคารสาว "หญิง" ศุภรานันท์ อำมาตย์  ให้ความเห็นว่าเรื่องนี้ต้องช่วยกันถ้าเป็นทางออกที่ดีที่สุด ปัจจุบันมีการรณรงค์เรื่องโลกร้อนกันอยู่แล้วการที่กระทรวงออกมาประกาศภาวะฉุกเฉิน มีข้อบังคับให้เราช่วยกันประหยัดก็ถือว่าเป็นการฝึกตนตระหนักให้มากขึ้น  แต่ถ้าต้องถึงขนาดหยุดกลไกการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ เช่น ลดเวลาโอที โรงงานอุตสาหกรรมต้องทำงานไม่เกิน 12 ชั่วโมง ห้างสรรพสินค้า ขนส่งสาธารณะ ต้องปิดเร็วกว่าปกติล่ะก็ ถ้าปรับแค่ไม่นานก็ยังพอทำได้ แต่ถ้าเกินหนึ่งอาทิตย์คิดว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเกินไป เพราะไม่ได้มีเพียงแค่พลังงานที่ต้องนึกถึง ต้องคำนึงถึงคนที่เขาทำงานหาเช้ากินค่ำ บางคนทำงานไม่เป็นเวลาก้ปฏิบัติตามได้ยาก เรื่องงานยังเป็นปัจจัยสำคัญของมนุษย์

                     "ถ้าให้ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นเพิ่มอีกครอบครัวหรืออุตสาหกรรมละ 30 เปอร์เซ็นต์  คิดว่าน่าจะดีกว่าสั่งปิดหรือยกเลิกช่วงเวลาทำงาน หลายๆ ชั่วโมง อย่างตัวเองก็จะช่วยเข้านอนให้เร็วขึ้นจะได้ปิดไฟนานกว่าเดิม  เดินทางด้วยรถสาธารณะและออกจากบ้านให้เป็นเวลา และเร็วขึ้นเพื่อเลี่ยงภาวะรถติดนานๆ  หากอยู่ในบ้านก็จะรวมตัวกันจุดใดจุดหนึ่งเพื่อจะได้ใช้ไฟที่เดียวกัน แต่งหน้าแต่งตัวให้เร็วขึ้นเพื่อลดเวลาการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า สำคัญคือจะใช่คอมพิวเตอร์ส่วนตัวน้อยลงหรือหยุดเล่นชั่วคราวในช่วงที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินเพราะคอมพ์หนึ่งเครื่องใช้ไฟตั้งหลายพันวัตต์ หากเปิดติดต่อกันนานๆ ก็สิ้นเปลืองพลังงานไปเยอะมาก" พนักงานเอกชนสาวให้คำแนะนำ

                     ขณะที่ ณัฐชนน พันธุ์ศรี เลขานายกองค์การบริหารส่วนตำบลมะขามล้ม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี บอกว่า ในส่วนของพื้นที่ที่รับผิดชอบดูแลอยู่นั้น ไม่น่าจะได้รับผลกระทบอะไรมากนัก เพราะที่ผ่านๆ มาทางอบต.มีการรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงานมาโดยตลอดอยู่แล้ว โดยมีนโยบายเน้นไปที่การทำแก๊สชีวภาพจากมูลของสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นหมู เป็ด ไก่ รวมไปถึงเศษผักและผลไม้ต่างๆ ด้วย

                     "หลังจากรับทราบปัญหาวิกฤติพลังงานแล้ว ทางอบต.มิได้นิ่งนอนใจได้มีการนัดแนะผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วมประชุมกันในเร็ววันนี้ เพื่อกำหนดแนวทางแก้ปัญหาต่อไป แต่ทั้งนี้ในเบื้องต้นทางอบต.ก็เริ่มนโยบายประหยัดพลังงานกันไปบ้างแล้ว อย่างในที่ทำการอบต.เองก็ปิดแอร์ในช่วงพักกลางวัน ส่วนช่วงเย็นก็จะปิดแอร์ก่อนเลิกงานครึ่งชั่วโมง สำหรับภาคประชาชนทางเราได้ขอความร่วมมือให้ช่วยกันลดการใช้ไฟฟ้าเช่นกัน โดยงดใช้เครื่องไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ทั้งยังมีการส่งเสริมให้ประชาชนเข้านอนให้เร็วขึ้นเพื่อประหยัดไฟในช่วงกลางคืนด้วย" เลขาฯ นายกอบต.มะขามล้ม แจง

                     "ปุ้ม" ภาวนา ก้าวสุนทรกิจ เจ้าของร้านอาหารบนเกาะสมุย ยอมรับว่า ได้ทราบข่าวนี้จากสื่อพอสมควร ยอมรับว่ารู้สึกหวั่นใจ ขณะเดียวกันแม้ไม่มีประกาศขอความร่วมมือจากกระทรวงพลังงานให้ช่วยกันประหยัดพลังงานในช่วงเดือนเมษายนก็ต้องเตรียมพร้อม เพราะปกติในช่วงต้นปีถึงเดือนเมษายนจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสมุยจำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้ามากเป็นเงาตามตัว ส่งผลให้ไฟฟ้าติดๆ ดับๆ อยู่แล้ว

                     "ตอนไฟฟ้าดับใหญ่ช่วงเดือนธันวาคมปีก่อน ลำบากกันมาก เพราะไม่มีใครแจ้งเลยว่าจะดับนานแค่ไหน และดับแล้วก็ยังไม่มีการอธิบาย จนมีข่าวออกทีวีโน่นล่ะถึงรู้สาเหตุ แต่ร้านเราก็ยังต้องเปิดให้บริการโดยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างหุงข้าวกับเตาแก๊ส ทำอาหารจากเตาถ่าน ลูกค้าเข้าใจ จริงๆ เราก็ประหยัดกันอยู่แล้ว ตู้เย็นมีสองหลังก็สลับกันใช้ หรือปกติเครื่องชงกาแฟเปิดไว้ตลอด แต่เดี๋ยวนี้ช่วงที่ไม่มีลูกค้าก็ดึงปลั๊กออก คิดว่า บ้านเราวิกฤติพลังงานน่ากลัวมานานแล้ว เพราะไม่มีการรณรงค์อย่างจริงจัง และถ้าไม่เจอประสบการณ์จริงอย่างชาวสมุยก็คงไม่รู้ สุดท้ายถ้าจะให้ช่วยกันประหยัดคงต้องบอกว่าให้ใช้เท่าที่จำเป็น แต่ความจำเป็นของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ให้อยู่ที่วิจารณญาณก็แล้วกันค่ะ"  เจ้าของกิจการร้านอาหาร ชี้ชวน

                     ด้านสถาปนิกหนุ่มรุ่นใหม่ "วิป" นภนิศ อิศรางกูร ณ อยุธยา  บอกว่า ความจริงแล้วการประหยัดพลังงานเป็นเรื่องที่ดีมาก ซึ่งควรจะทำกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่พอจะไม่มีใช้แล้วมาบอกให้ประหยัด อย่างไรก็ไม่ทัน ดังนั้นอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องออกมากระตุ้นเตือนและเริ่มใช้จากวิกฤติพลังงานที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนนี้กับการเริ่มต้นที่จะประหยัดพลังงานกันเลย ถือโอกาสไปเลย

                     "รู้กันอยู่ว่าคนไทยใช้พลังงานไฟฟ้าเยอะมาก จนเราต้องซื้อพลังงานจากเพื่อนบ้าน พอเขามีปัญหาก็ทำให้เรามีปัญหาไปด้วย ดังนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีจะช่วยกันประหยัดการใช้พลังงานอย่างเป็นเรื่องเป็นราว รวมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องกับชาวบ้านในพื้นถิ่นที่จะต้องสร้างเขื่อนหรือการก่อสร้างแหล่งพลังงานในบ้านของเราเอง ทุกคนจะได้เข้าใจอย่างถูกต้อง และร่วมมือกันในการสร้างพลังงานใช้เอง ซึ่งจะพึ่งเพื่อนบ้านหรือจะทำพลังงานแสงอาทิตย์ก็ต้นทุนสูง และอีกเรื่องที่ส่วนตัวไม่เข้าใจคือทำไมคนไทยต้องใส่สูทไปทำงาน ทั้งๆ ที่บ้านเราอากาศร้อนมาก ทำให้ต้องเปิดแอร์ เสื้อเชิ้ตตัวเดียยวก็เรียบร้อยและสุภาพ สิ่งนี้ละที่ต้องกระตุ้นกันเป็นสิ่งแรก" สถาปนิกหนุ่ม ให้ความเห็น

                     ช่วยกันคนละมือ เริ่มต้นประหยัดกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ปัญหาขาดแคลนพลังงานก็จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของคนไทย...