
ประชานิยมเริ่มส่งกลิ่นคละคลุ้ง
ประชานิยมเริ่มส่งกลิ่นคละคลุ้ง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์/[email protected]/twitter@DoctorAmorn
กลิ่นที่พูดถึงเป็นเรื่องของปัญหาสารพัดซึ่งกำลังทยอยปรากฏขึ้นมาให้รัฐบาลต้องรับมืออย่างหนักหน่วง ตั้งแต่รถคันแรกซึ่งมีสัญญาณส่อเค้าจะเกิดปัญหาในระยะยาว ซึ่งเชื่อว่าภาครัฐเองได้เตรียมการในเรื่องเหล่านี้อยู่ล่วงหน้า เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่มีการให้ข่าวเป็นระยะๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
อย่างไรก็ตามมีคนจำนวนไม่น้อยมีความไม่มั่นใจต่อข้อมูลซึ่งมีการแถลงชี้แจงเกี่ยวกับกรณีมีรถถูกยึดมาจากผู้เช่าซื้อในโครงการรถคันแรกไม่สามารถผ่อนชำระได้ ประมาณ 10 ราย เมื่อพิจารณาจากตัวเลขดูเหมือนจะไม่น่าตื่นเต้นกังวลใจใดๆ เพราะคนเข้าร่วมโครงการดังกล่าวมีนับหมื่นนับแสนราย ถ้าคิดสัดส่วนถือเป็นทศนิยมจุดเล็กๆ แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ นับจากนี้ความซับซ้อนของปัญหาจะมากขึ้น ทั้งในเรื่องของวงการประกันภัย ปัญหาหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล ที่จะทับถมทวีคูณทำให้เศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
เฉพาะวันนี้ ภาคการเงินการธนาคาร นอกเหนือจากความขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย น่าจะพอทราบดีถึงปัญหาในการดำเนินกิจการ มีการแห่มาถอนเงินวันละหลายร้อยหลายพันล้านบาท หากความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินได้รับผลกระทบมากยิ่งไปกว่านี้ อาจนำไปสู่วิกฤติการณ์ด้านการเงินยุคใหม่คล้ายๆ กับหลายประเทศในยุโรปได้ไม่ยาก
วันนี้รัฐบาลเริ่มรับรู้ปัญหาจึงทยอยส่งสัญญาณต่างๆ ออกมาเป็นระยะๆ เหมือนโยนหินถามทาง ด้วยการมีบุคคลในรัฐบาลจำนวนหนึ่งออกมาให้ข่าวที่ปกตินักข่าวมักจะเป็นฝ่ายถาม แต่บางครั้งก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเองหรือพูดขึ้นมาให้ได้ยินในบางเรื่องอยู่บ่อยๆ อาทิ กรณีความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหาร กฎหมายนิรโทษกรรม หรือกรณีการพูดถึงปัญหาความขัดแย้งในเชิงแนวคิดนโยบายระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยของคนจำนวนหนึ่ง
สำหรับกรณีประชานิยมซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่ากำลังเป็นเรื่องท้าทายศักยภาพ ความสามารถของรัฐและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา คือ เรื่องของ "ปัญหาขาดแคลนพลังงาน" ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่ทราบมาก่อนว่าพลังงานทั้งไฟฟ้า แก๊ส น้ำมัน ที่เราใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยนั้น ส่วนหนึ่งเราผลิตไม่เพียงพอในประเทศ ต้องไปซื้อหามาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และ พม่า หากคิดเพียงจะใส่ผ้าหลวมๆ สบายๆ เพื่อรณรงค์การแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงาน ถือเป็นการกระตุ้นเตือนเชิงสัญลักษณ์ ที่ต้องรุกคืบหน้าขยายผล
คงจำกันได้ดีในอดีตหลายปีที่ผ่านมา ถึงกรณีการออกมาตรการเสริมในการ กำหนดเวลาให้บริการของสถานีบริการน้ำมัน หรือ "ปั๊ม" ทั้งหลาย ให้คนรู้จักประหยัด รวมไปถึงการเปิดห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งบางแห่งเปิดไฟหนึ่งวันอาจเท่ากับค่าไฟของบางจังหวัด ส่วนร้านสะดวกซื้อทั้งหลายก็ไม่ควรจะต้องเปิดกันยี่สิบสี่ชั่วโมง เพื่อรอขายคนนอนดึกมาซื้อเครื่องดื่มบำรุงกำลังไม่กี่ขวด ยังไม่นับรวมผลพวงจากนโยบายการจำนำข้าว ซึ่งมีความกังวลมาช้านานว่าอาจเป็น "ระเบิดเวลา" นอกเหนือจากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างหนัก
รวมทั้งที่ส่งผลกระทบต่อเงินคงคลังของรัฐบาลเพราะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก และดูเหมือนว่าจะไม่มีเกษตรกรมาไถ่ข้าวคืนในจำนวนที่วางเป้าหมายไว้ พูดง่ายๆ คือ เป็นโครงการที่รัฐบาลมีรายจ่ายในสัดส่วนที่สูงกว่ารายรับและเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องแบกรับภาระมาโดยตลอดกระทั่งอาจส่งผลต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ทำให้คาดการณ์ได้ว่า ปัญหาอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องจะเป็นลูกโซ่ตามมาถาโถมเข้าหารัฐบาล เรียกว่า ถ้าอยากจะยืนยาวต้องหาวิธีแก้ไขกันแต่เนิ่นๆ อย่าพยายามใช้การเมืองนำในการแก้ปัญหากระทั่งไม่สนใจเรื่องทางเทคนิควิธีการซึ่งต้องอาศัยคนทำมากกว่าพูด
.........
(หมายเหตุ : ประชานิยมเริ่มส่งกลิ่นคละคลุ้ง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์/[email protected]/twitter@DoctorAmorn)



