ข่าว

'ยิ่งลักษณ์'เมินตอบออกวิธีป้องค้างาช้าง

'ยิ่งลักษณ์'เมินตอบออกวิธีป้องค้างาช้าง

21 ก.พ. 2556

กลุ่มองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลลุยล่า 1 ล้านรายชื่อทั่วโลกกดดันรัฐบาลห้ามค้างาช้าง พร้อมเสนอจัดระเบียบ พ.ร.บ.ช้างบ้าน ด้าน 'ยิ่งลักษณ์' เลี่ยงสื่อสัมภาษณ์

              การออกมาเรียกร้องของกลุ่มองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) เพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยออกมาตรการห้ามค้างาช้างทุกรูปแบบ ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรวบรวมรายชื่อเสนอต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ประกาศเจตนารมณ์ในการออกมาตรการห้ามค้างาช้างอย่างเป็นรูปธรรมในเวทีการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) ครั้งที่ 16  
ล่าล้านชื่อทั่วโลกกดดันรัฐ

              ล่าสุด เมื่อเวลา 15.50 น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ ประเทศไทย ร่วมกับองค์กรทราฟฟิค จัดกิจกรรม "ไถ่ชีวิตช้างด้วยชื่อ ช่วยช้างแอฟริกา หยุดค้างาช้างในไทย" เพื่อแสดงพลังร่วมกันรักษาชีวิตช้าง แทน 1 เสียงในการสนับสนุนเพื่อหยุดฆ่าช้างแอฟริกา และค้างาช้างของไทยขึ้น โดยตั้งเป้าให้ล่ารายชื่อให้ได้ 1 ล้านชื่อ เพื่อนำยื่นนายกรัฐมนตรีในการประชุมไซเตส ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนมีนาคมนี้

              น.ส.จันทน์ปาย องค์ศิริวิทยา ผู้จัดการงานรณรงค์ต่อต้านการค้าสัตว์ป่า ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ กล่าวว่า ประเทศไทยถูกจับตามองว่าเป็นแหล่งตลาดงาช้างที่ไม่มีการควบคุมแหล่งใหญ่ที่สุดในโลก แม้จะมีการควบคุมงาช้างแอฟริกาก็ตาม แต่กฎหมายไทยอนุญาตให้ค้างาช้างบ้านได้ จึงทำให้เกิดการสวมรอยได้ง่าย ดังนั้นไทยต้องปิดช่องโหว่ตรงนี้ เพราะมีข้อมูลว่า งาช้างในแอฟริกาถูกฆ่าตายปีละหลายหมื่นตัว เพื่อเอางาช้างส่งมาในเอเชีย โดยในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2555 มีช้างในอุทยานบัวบา นัดจิดา ประเทศแคเมอรูน ถูกฆ่าตายถึง 400 ตัว


เสนอจัดระเบียบพ.ร.บ.ช้างบ้าน

              "ส่วนการล่ารายชื่อเพื่อเรียกร้องให้ไทยหยุดค้าผลิตภัณฑ์จากงาช้างทั้งหมด ทางดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟตั้งเป้ารณรงค์ให้ได้ 1 ล้านเสียงจากทั่วโลกภายในสัปดาห์หน้า โดยปัจจุบันได้มาแล้ว 4 แสนรายชื่อ จากนั้นจะเสนอต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อเรียกร้องให้ไทยหยุดค้าผลิตภัณฑ์จากงาช้างทั้งหมดไว้ก่อนการประชุมไซเตส โดยให้ใช้กฎหมายควบคุมหยุดค้าชั่วคราว จากนั้นจัดระเบียบกฎหมายใหม่ โดยเสนอให้ช้างบ้านและช้างป่าอยู่ใน พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า เพราะก่อนหน้านี้ช้างบ้านถูกแยกการคุ้มครองใน พ.ร.บ.สัตว์พาหนะของกรมการปกครอง ส่วนช้างป่าอยู่ภายใต้การดูแลอีกหน่วยงานหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องแก้ไขให้มาอยู่ใน พ.ร.บ.ควบคุมชนิดเดียวกันก่อน เพื่อง่ายต่อการควบคุม และตรวจสอบ" น.ส.จันทน์ปาย กล่าว

              ขณะที่ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์การค้าผ่านสัตว์ป่าหลายชนิด ทั้งงาช้าง หูฉลาม ตัวลิ่น และสัตว์ป่าอื่นๆ โดยเฉพาะการค้างาช้างพบว่า ในแต่ละปีจะมีความต้องการเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อช้าง งาช้าง โดยเฉพาะตลาดจากประเทศจีน และญี่ปุ่น ที่มีความนิยมในการบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ดังนั้นการแก้ไขที่ถูกจุด คือ ต้องรณรงค์ไปยังประเทศผู้บริโภค เพื่อให้เลิกค่านิยมในการบริโภคเนื้อสัตว์ป่า หรือเลิกการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ เครื่องประดับต่างๆ ที่เกิดจากการฆ่าสัตว์ป่า


"โซไรดา"รับไทยทางผ่านค้างาช้าง

              เช่นเดียวกับ น.ส.โซไรดา ซาลวาลา เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง เปิดเผยถึงสถานการณ์การค้างาช้างในประเทศไทยว่า จากการตรวจสอบพบว่า ช้างงาในเมืองไทยเหลือน้อยแล้ว แต่ยังพบว่าในประเทศไทยยังวางขายงาช้างทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ โดยงาช้างดังกล่าวมาจากแถบแอฟริกา เช่น เคนยา แอฟริกาใต้ อินเดีย ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันงาช้างถือว่ามีราคาสูงมาก งาดิบที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการใดๆ ราคาต้นทางอยู่ที่กิโลกรัมละ 22,500 บาท เมื่อส่งต่อไปขายที่ประเทศจีนราคาจะเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 120,000 บาท ส่วนงาช้างแอฟริกัน 1 คู่ จะมีน้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม ความยาวข้างละ 3 เมตร เมื่อส่งไปจำหน่ายขั้นสุดท้ายจะทำให้มูลค่างาช้างเฉลี่ยคู่ละกว่า 12 ล้านบาท ถือเป็นกำไรมหาศาล

              "รู้สึกเสียใจมากที่ประเทศไทยโดนทั่วโลกประณาม แต่รัฐบาลยังเฉยไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ ล่าสุดพบว่า ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาสามารถจับงาช้างได้กว่า 11-12 ตัน ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลมาก ถือว่าไทยเป็นทางผ่านที่สำคัญของงาช้าง และขณะนี้เอ็นจีโอทั่วโลกต้องการให้ไทยหยุดการค้างาช้างในประเทศทั้งหมด" น.ส.โซไรดา กล่าว



วอนรัฐใช้เวทีไซเตสประกาศจุดยืน
              น.ส.โซไรดา กล่าวว่า แม้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชจะเริ่มดำเนินการในการขึ้นทะเบียน เพื่อควบคุมการค้างาช้างร่วมกับผู้ประกอบการในไทย แต่ภาพรวมงาช้างผิดกฎหมายจากแอฟริกายังคงทะลักเข้ามาในไทยจำนวนมาก ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศยุติการค้างาช้างของไทยไปชั่วคราวก่อน จากนั้นค่อยมากำหนดมาตรการในการวางระเบียบและอุดช่องโหว่ให้ชัดเจนก่อน จึงค่อยเปิดให้ค้าขายได้

              "อยากเรียกร้องให้นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ใช้เวทีการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 ประกาศว่า เพราะอะไรไทยถึงแก้ปัญหาลักลอบค้างาช้างไม่ได้ รวมทั้งต้องแสดงจุดยืนว่า ไทยจะทำอะไรเพื่อหยุดการส่งเสริมล่าและฆ่าช้างเอางาส่งมาขายในไทย นอกจากนี้อยากให้กรมอุทยานฯ ตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนว่า งาช้างที่อ้างว่าได้มาจากช้างงาที่มีตั๋วรูปพรรณ เพื่อนำมาแปรรูปนั้น สัมพันธ์กันหรือไม่ เพราะช้างงามีอยู่มีจำนวนน้อย คงไม่มีงามากเพียงพอตามความต้องการของตลาดอย่างแน่นอน" เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง กล่าว


กมธ.แนะแก้กฎหมายช่วยช้างไทย

              เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว วันเดียวกัน นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตามกฎหมายของประเทศไทยได้ระบุห้ามค้างาช้าง ซึ่งถือว่าเป็นซากสัตว์ป่าอยู่แล้ว แต่ต้องเข้าใจว่า กฎหมายไทยได้แบ่งช้างออกเป็น 2 ประเภท คือ ช้างป่า และช้างบ้าน โดยอวัยวะของช้างบ้าน ตามกฎหมายอนุญาตให้ค้าได้ ส่วนมาตรการที่ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟเรียกร้องไทยให้เลิกค้างาช้างทุกชนิดนั้น สามารถทำได้ หากมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยระบุให้ช้างในประเทศไทยจัดเป็นประเภทสัตว์ป่าห้ามค้า

              นายนริศ กล่าวต่อว่า กรณีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมไซเตสนั้น ตามที่รัฐสภาอนุมัติกรอบเจรจาให้คณะผู้แทนไทยไปเจรจาในที่ประชุมนั้น มีเฉพาะเรื่องการนำเข้าจระเข้น้ำจืดในสหรัฐอเมริกา และห้ามค้าไม้พะยูงเท่านั้น ทั้งนี้ หากมีภาคเอกชน หรือเอ็นจีโอ นำเสนอประเด็นดังกล่าวคงไม่สามารถทำได้ เพราะการประชุมดังกล่าวอนุญาตเฉพาะตัวแทนรัฐบาลที่มีชื่อเข้าประชุมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากจะมีการหยิบยกเรื่องช้างมาพูดกันต้องให้ตัวแทนที่เข้าร่วมเป็นผู้เสนอ


"ยิ่งลักษณ์"เลี่ยงตอบนักข่าว

              วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า เมื่อเวลา 09.00 น. นายกฯ เปิดตึกไทยคู่ฟ้าให้ นายชอน แจ มัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ จากนั้นได้ปฏิบัติภารกิจบนตึกไทยคู่ฟ้า กระทั่งเวลา 12.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปยังอาคารรัฐสภา

              เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์เจอกลุ่มผู้สื่อข่าวที่ดักรอสัมภาษณ์กรณีนักอนุรักษ์ช้างทั่วโลกจะลงชื่อกดดันให้นายกฯ ออกมาตรการป้องกันการค้างาช้าง ปรากฏว่านายกฯ ไม่หยุดฟังคำถามให้จบและเดินยิ้มฝ่าวงล้อมของสื่อมวลชนเข้าไปยังอาคารรัฐสภาทันที โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดนายกฯ ระบุว่า วันนี้นายกฯ จะไม่ให้สัมภาษณ์ประเด็นใดๆ ทั้งสิ้น จากนั้นเวลา 14.00 น.นายกฯ เดินทางไปเป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ณ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน จังหวัดนนทบุรี ทันที โดยไม่มีการให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด


ตร.สั่งเข้าดูแลขบวนการค้างาช้าง

              พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผบ.ตร.ดูแลเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ ให้ความสำคัญเรื่องอาชญากรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่า ขณะนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องลงไปดูแลในเรื่องนี้แล้ว แต่ยืนยันว่า ที่ผ่านมาตำรวจดูแลและให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวมาตลอด แต่อาจเป็นเพราะไม่มีความชำนาญเรื่องสิ่งแวดล้อมทำให้การทำงานอาจจะมีปัญหาบ้าง หลังจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีนโยบายในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เข้มข้นมากขึ้น

              ส่วนเรื่องการค้างาช้างที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านนั้น อาจเป็นเพราะประเทศที่ต้องการงาช้างอยู่ใกล้ประเทศไทย เมื่อเราพบการกระทำความผิดจะจับกุม แต่ที่ผ่านมาเราอาจจะขาดความเชี่ยวชาญ ขาดข้อมูล ไม่รู้ว่าขบวนการค้างาช้างใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน หลังจากนี้หน่วยงานต่างๆ จะมาร่วมกันดูแลแก้ปัญหา