
เมื่อนักการเมืองทุ่มเททำงานหนัก
เมื่อนักการเมืองทุ่มเททำงานหนักโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดยนายประชา ช้ำชอก [email protected]
เห็นภาพข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บรรดารัฐมนตรีเสนาบดี ตลอดจนพลพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ ช่วยหาเสียงให้แก่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแล้ว ให้เป็นที่สงสัยเหลือเกินว่า นอกเหนือไปจากการเลือกตั้งแล้ว นักการเมืองบ้านเราได้ทุ่มเททำงานอะไรหนักไปกว่านี้อีกหรือไม่
จะว่าไปก็เป็นเหมือนกันหมด ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เพียงแต่ฟากฝ่ายซึ่งกุมอำนาจรัฐ เป็นรัฐบาลอยู่จะเห็นเด่นชัดเป็นพิเศษ
มิหนำซ้ำ ก่อนหรือระหว่างหาเสียงเลือกตั้งนี่ ดูเหมือนว่านักการเมืองจะมีความคิดริเริ่ม ไอเดียพลุ่งพล่านเป็นพิเศษ
ไม่เห็นอะไรเป็นอุปสรรค ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น นั่นก็ทำได้ โน่นก็ไม่มีปัญหา
ผิดแปลกแตกต่าง ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับครั้นเมื่อได้รับการเลือกตั้ง กุมอำนาจรัฐ เป็นรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน
ที่เคยคึกคักฮึกเหิมพร้อมจะหักหาญฟันฝ่าทุกปัญหากลับกลายเป็นเหมือนเป็ดง่วง อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ใบ้บอดบื้อขึ้นมากะทันหัน
นี่ก็มีอุปสรรคมากมาย นั่นก็มีข้อจำกัดหลากหลาย ติดขัดงบประมาณ และข้อกฎหมายสารพัด
จริงหรือไม่ เท็จหรือเปล่าก็ลองพินิจพิจารณาปัญหาสำคัญๆ ของชาติ ความทุกข์ยากเดือดร้อนที่ประชาชนคนทั้งประเทศกำลังประสบพบพานอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง หรือแม้แต่ประเด็นประชาธิปไตย-ความปรองดอง ฯลฯ
ตอนหาเสียงเลือกตั้ง ทุ่มเทขยันขันแข็ง เต็มไปด้วยไอเดีย ข้อเสนอ คำมั่นสัญญามากมาย
พูดถึงความแตกต่างทางอัตลักษณ์ การจัดตั้งเขตปกครองพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปราศรัยประกาศก้องจะกระชากค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เลิกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลงมา จะยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ฯลฯ
แต่พอได้มาซึ่งอำนาจรัฐ เป็นรัฐบาลปกครองบริหารประเทศแล้วเป็นอย่างไร ก็เห็นเป็นที่ประจักษ์กันอยู่
เกิดระเบิดตูมทีก็เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที โดยไม่มีเนื้อหาสาระอะไรมากมายไปกว่านั้น เอะอะขึ้นมาก็อ้างเป็นสูตรสำเร็จ กำลังพิจารณายกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน หันไปใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง แทน
มาตรา 21 กำลังฮิตติดชาร์ต วาทกรรมในการจัดการปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลอยู่ในเวลานี้ โดยหารู้ไม่ว่าจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยได้อย่างไร ทำไมคนซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็น "โจรใต้" จะต้องเดินพาเหรดเข้ามอบตัว ภักดีต่ออำนาจรัฐโดยง่ายดาย
วกไปวนมาอยู่กับการตั้งกลุ่มวาดะห์เป็นที่ปรึกษา ทั้งๆ ที่ควรจะแจ่มชัดถึงปัญหา ผู้คนสะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดของรัฐว่าเป็นต้นตอตัวการของปัญหาที่แท้จริง ครอบครัวผู้จับอาวุธขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐพูดถึงเหตุการณ์ที่ตากใบว่าเป็นจุดเปลี่ยน ทำให้สามี ลูกหลานเขาต้องเปลี่ยนไป
ปัญหามาจากเงื่อนไขซึ่งผู้ใช้อำนาจรัฐสร้างขึ้น หาใช่โจร ไม่ใช่ยาเสพติดหรือของเถื่อนอย่างที่พยายามเบี่ยงเบน บิดเบือนกัน
เอาแค่ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังลำบากยากเย็น ดูพะอืดพะอมกันเหลือเกิน ไม่เหมือนกับที่กำลังทุ่มเท ขยันขันแข็งช่วยผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหาเสียง ถึงไหนถึงกันโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เช่นเดียวกับที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะกระชากค่าครองชีพลงมา ยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ฯลฯ มีอะไรบ้างที่ทำได้จริง
นักการเมืองจึงถูกตราหน้าเป็นแค่นักเลือกตั้ง จะหน้าสวย หน้าหล่อหรือหน้าเหลี่ยม ล้วนเป็นเหมือนกันทั้งสิ้น



