ข่าว

'เงินทอง'นั้นมายา'ข้าวปลา'สิของจริง

'เงินทอง'นั้นมายา'ข้าวปลา'สิของจริง

21 ก.พ. 2556

สวัสดีเศรษฐกิจ : เงินทองนั้นมายา ข้าวปลาสิของจริง : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

                          จากข่าวสารในหน้าสื่อมวลชนที่บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกทั้งลิงโลด ประหลาดใจ ตื่นเต้นและเบิกบานว่าตลาดหุ้นของไทยขึ้นมาเป็นร้อยจุดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำลายสถิติในรอบหลายๆ ปีมีการคาดการณ์กันว่าจะถึง 1,700 จุด ในระยะเวลาที่ไม่นานนัก มีข่าวออกมาว่ามีเงินกว่าแสนล้านบาททะลักเข้ามาในประเทศไทย ความฮึกเหิมของบรรดานักลงทุน นักเล่นหุ้นต่างมีแต่รอยยิ้มเปื้อนบนใบหน้า

                          ผมได้แต่มองได้แต่คิดว่าเราเป็นคนโง่หรือไม่ที่ทำแต่เรื่องการออม ฝากเงิน ซื้อประกัน ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ มีผลตอบแทนประมาณ 5-6% ต่อปี ขณะที่คนเล่นหุ้นได้เป็นเท่าๆ ของสิ่งที่ลงทุนไป เราเป็นคนตกยุคมั้ย หนังสือที่ออกมาวันนี้ล้วนระบุว่ามีนักลงทุนประเภทกูรูที่ออกมาเปิดเผยเคล็ดลับมากมาย คนหนุ่มๆ ทั้งนั้นเลยที่เขาออกมาเขียนหนังสือว่าทำอย่างไรให้รวย รวยขึ้น รวยโคตร และรวยโคตรๆ

                          คนอายุจะเข้าห้าสิบปีอย่างผมนั้น น่าจะตกยุคของการลงทุนแบบท้าทายตนเอง หรือความเชื่อที่ว่า คนทำงานในภาคเศรษฐกิจจริง-Real sector ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นกำลังหลักของประเทศ เป็นกลไกการขับเคลื่อนความอยู่ดีมีสุขของสังคมไทยคือคนที่โง่ทำงานงกๆ ขณะที่งานที่ทำกำไรให้คือ การเก็งกำไรในสิ่งที่ถูกสร้างสมมุติขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ พันธบัตร ทองคำแท่ง ประเภทซื้อถูกขายแพง

                          คำกล่าวที่ว่า "เงินทองนั้นมายา ข้าวปลาคือของจริง" มันจะยังคงเป็นจริงอยู่หรือไม่ในยุคการสื่อสารเสมือนจริง เพราะเหตุผลที่บอกกันมาว่า

                          1. การทำงานในภาคเศรษฐกิจจริงล้วนแต่แสวงหาสินค้าหรือบริการที่จับต้องได้ออกมานำเสนอให้กับลูกค้า ผู้บริโภคมีการใช้บริการหรือมีการบริโภคเต็มที่ตามความคาดหวัง สินค้านั้นถูกผลิตจากวัตถุดิบทางตรง แรงงานทางตรง และโสหุ้ยการผลิตมีการนำเสนอ ส่งมอบ ส่งต่อออกมา ใครอยู่ในระบบแบบนี้มันเหนื่อยกายเหนื่อยใจยิ่งเป็นภาคเกษตรยิ่งเหนื่อย เพราะกว่าจะผลิตของต่างๆ ออกมาได้ตามคุณภาพที่สัญญาเอาไว้ก็เหนื่อยสุดๆ

                          2. การทำงานในภาคการซื้อขายอะไรก็ได้ที่เป็นเรื่องการเก็งกำไร อันนี้ถูกคำถามที่ตั้งมาให้ตอบว่า จะเหนื่อยทำไมกับการทำเรื่องผลิต เช้าตื่นขึ้นมาก็อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ส่งคำสั่งซื้อและคำสั่งขาย บ่ายๆ ก็ออกไปคุยกับนักวิเคราะห์ หาอะไรอร่อยๆ รับประทานตอนเย็นพร้อมคิดบัญชีว่าวันนี้มียอดกำไรเท่าไหร่

                          3. ผมลองคิดเล่นๆ แบบสุดโต่งว่าหากทุกคนมาเป็นนักลงทุนทั้งหมด รวยกันหมด มีเงินทองจากกำไรกันหมด ไม่มีใครปลูกข้าวอีกต่อไปแล้ว เพราะเหนื่อยบวกจน หรือรวยช้ากว่านักลงทุนทั้งหลาย แล้วไอ้ที่เก่งกล้าสามารถในตลาดเก็งกำไรจะหากินกันยังไง จะเอาอะไรใส่ท้อง เวลาหิว เพราะมันไม่มีใครปลูกอะไรมาให้เรารับประทานเลย ไอ้ทองหรือหุ้นหรือพันธบัตรหรือตราสารอนุพันธ์ที่มีกำไรมากมายมันจะมาช่วยได้ทันไหม

                          อย่าลืมว่าทอง เงินตรา กระดาษทั้งหลายเป็นเพราะคนมาตกลงร่วมกันว่ามันมีค่ามันจึงมีค่า สิ่งใดที่สมมุติขึ้นมันก็เป็นไปตามสมมุตินั้น มันไม่จริง ไม่มีอยู่จริง และไม่เคยมีอยู่จริง มันต่างจากสิ่งที่เป็นจริงสัมผัสได้และใช้ประโยชน์โดยตรงจากมันได้เช่นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา

                          จะยังไงผมก็มีความเชื่อโดยสุจริตว่า เงินทองนั้นมายา ข้าวปลาสิของจริงครับ

 

 

--------------------

(สวัสดีเศรษฐกิจ : เงินทองนั้นมายา ข้าวปลาสิของจริง : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร)