ข่าว

'บิ๊กอ๊อด'พร้อมลงพื้นที่ชายแดนใต้

'บิ๊กอ๊อด'พร้อมลงพื้นที่ชายแดนใต้

20 ก.พ. 2556

'ยุทธศักดิ์'พร้อมลงพื้นที่ชายแดนใต้ เผย'นายกฯ'เร่งทบทวนการใช้ม.21 ให้กระแทกใจโจร ด้าน'ประยุทธ์'มองตั้ง 'วาดะห์' ปรึกษาแก้ใต้มีประโยชน์

               20 ก.พ.56 พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษา กปต. กล่าวถึงการเดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ ผอ.ศปก.กปต. ไม่ยอมลงพื้นที่ภาคใต้ และนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้สั่ง เพียงแต่ ผบ.ทบ. ท่านโทรศัพท์มาชวนตนว่าอยากให้ไปด้วยกัน ซึ่งตนก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดีหากมีอะไรจะได้เสนอแนะนายกฯได้ถูกต้อง และต่อไปนี้หาก ผบ.ทบ.ลงพื้นที่ภาคใต้ตนก็จะไปด้วยทุกครั้ง เมื่อลงไปกับกองทัพ ก็ได้พูดคุยกันและช่วยกันผลักดันให้บางเรื่องสำเร็จ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเดินมาถูกทางแล้ว แต่ด้านยุทธวิธีต้องปรับเพราะเรายังตามหลังเขาอยู่ ต้องนำคนที่สามารถนำยุทธศาสตร์มาเปลี่ยนเป็นยุทธวิธีให้ได้ ถ้าทำไม่ได้มีช่องว่างเกิดขึ้น รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนคนที่มาทำงานด้วย แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติยังอยู่ ส่วนการให้ ร.ต.อ.เฉลิม มาดูแลงานภาคใต้ทำให้เกิดช่องว่างใช่หรือไม่นั้น ตนไม่ได้มองอย่างนั้น แต่เมื่อเปลี่ยนเจ้าหน้าที่หลายคนทำให้การทำงานไม่มีความต่อเนื่อง แต่ยังดีที่มีกองทัพ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ยังเป็นคนเดิมอยู่
 
              เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม แต่งตั้งกลุ่มวาดะห์เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว ขณะบางคนมีคดีการแบ่งแยกดินแดนอยู่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ทุกคนในกลุ่มวาดะห์ต่างมีประวัติทางการเมืองด้วยกันทั้งนั้น ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม คงทราบดี โดยเขามีหน้าที่เสนอแนะ ให้คำแนะนำส่วนจะทำตามหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ ร.ต.อ.เฉลิม ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรี ไม่พอใจต่อกรณีดังกล่าว ตนไม่ทราบและ ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไม่เคยพูดให้ตนฟัง แต่มองว่ากลุ่มวาดะห์อาจจะเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เรามองไม่เห็นหรือมองข้ามไป ทั้งนี้สมัยที่ตนทำหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ก็ไม่เคยมีแนวคิดที่จะให้กลุ่มวาดะห์เข้ามาเป็นที่ปรึกษา เพราะบางคนตนไม่ทราบประวัติที่แน่ชัด คนที่เราจะแต่งตั้งให้มาเป็นที่ปรึกษานั้น สิ่งเราต้องรู้ คือประวัติความเป็นมาก่อนว่าเป็นคนอย่างไร และจะให้เขาทำงานในส่วนไหน ซึ่งคิดว่า ร.ต.อ.เฉลิมน่าจะทราบดี ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า จะให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี จะมาดูงานภาคใต้นั้น ยังไม่ทราบเป็นข่าวที่มาจากสื่อ
 
              พล.อ.ยุทธศักดิ์ ยังกล่าวถึงแนวทางการเปลี่ยน พรก.ฉุกเฉิน มาใช้ มาตรา 21 พรบ.ความมั่นคง ว่า เรื่องนี้พูดง่าย ทำง่าย ตนกับ ผบ.ทบ.คุยกันเข้าใจ แต่ในส่วนของนโยบายต้องเข้าใจด้วย อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านได้เสนอไว้ตั้งแต่ที่เข้าหารือกับนายกฯที่ทำเนียบรัฐบาล โดยบอกให้ใช้ พรบ.ความมั่นคง มาตรา 21 แต่ต้องให้กระทรวงยุติธรรมนำไปปรับเรื่องข้อกฎหมายให้มีความกะทัดรัด และเกิดความพอใจกับผู้ที่เข้ามามอบตัว ใครที่มีการตัดสินไปแล้วก็ต้องไปติดตามดู ซึ่งตอนนั้นผู้นำฝ่ายค้านบอกว่าถ้ารัฐบาลไม่พร้อมจะเสนอเรื่องนี้เอง แต่เรื่องดังกล่าวก็เงียบหายไป และนายกฯก็หยิบเรื่องนี้มาพูดเมื่อ 2-3 วันนี้
 
               “ พรบ.ความมั่นคง มาตรา21 ต้องมีการปรับให้เหมาะสม รัดกุมให้มากกว่านี้ เพราะข้อเสนอยังไม่กระแทกใจผู้ที่จะเข้ามามอบตัว โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญและถือเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก หากการดำเนินการดังกล่าวเสร็จสิ้นและนำข้อมูลเสนอให้นายกรัฐมนตรี ท่านก็จะผลักดันเข้า ครม.ทันที การประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจเรื่อง มาตรา 21 ของพรบ.ความมั่นคง คนทั้งประเทศทราบรายละเอียดโดยเฉพาะคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสิ่งสำคัญ แต่ยังไม่มีคนดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นการลงพื้นที่ภาคใต้น่าจะดีที่สุด เพราะจะทำให้ตนทราบข้อมูลจากฝ่ายปฎิบัติ และนำเสนอนายกรัฐมนตรีได้ ถ้าอยู่แต่ใน กทม.ก็จะไม่รู้อะไรเลย มองอะไรก็ไม่เห็น เราต้องลงไปเก็บข้อมูล" “ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าว

 

"ประยุทธ์" มองตั้ง "วาดะห์" ปรึกษาแก้ใต้มีประโยชน์

                พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รองผอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี ว่า เป็นการเดินทางไปตรวจสอบการปฏิบัติงานตามนโยบาย ซึ่งเป็นไปตามห้วงระยะเวลา สำหรับการเดินทางครั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน) ได้มอบหมายให้ตนและ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พร้อมทั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) และพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. ลงไปติดตามการปฏิบัติการในทุกภาคส่วน ทั้งนี้ประเด็นสำคัญ คือ สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น แผนงานต่างๆ ที่ได้ดำเนินการอยู่ ทั้งการบูรณาการกำลังพล งานพัฒนาต่างๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในขณะนี้สิ่งที่เรายึดถืออยู่ตลอดเวลา คือ ยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” นอกจากนี้จะไปพบกับผู้ปฏิบัติงานทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ พลเรือน และทหารในสายงานความมั่นคงเพื่อทำความเข้าใจนโยบายที่กำหนดมาตั้งแต่ต้นว่าอยากให้ระดับล่างถึงระดับผู้ปฏิบัติได้เข้าใจเหตุผลการปฏิบัติงาน รวมทั้งสอบถามข้อสงสัยของผู้ปฏิบัติ เพราะเกรงว่า ผู้ปฏิบัติจะไม่เข้าใจในบางเรื่อง เนื่องจากที่ผ่านมาสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวหลายทาง จึงเกรงว่าจะเกิดความไม่เข้าใจในการทำหน้าที่ อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหายังใช้ยุทธศาสตร์เดิม คือ การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ที่กำหนดโดย สมช.ที่มี กอ.รมน. และศูนย์ ศอ.บต.เป็นผู้ปฏิบัติทั้ง 9 ยุทธศาสตร์ รวมถึงแผนงาน 9529

                "คิดว่า การทำงานจะไม่สับสนเพราะได้แบ่งการทำงานชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งการแก้ไขปัญหาหรือจะดำเนินการอะไรจะต้องฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ก่อน แต่ยอมรับว่า ไม่สามารถทำให้ทุกฝ่ายพึงพอใจได้ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามเรามีชุดประเมินจาก กปต.ลงไปติดตามการทำงานของแต่ละหน่วยงาน การแก้ไขปัญหาภาคใต้ไม่ใช่การดูแลความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่มานับว่ามีระเบิดกี่ครั้ง การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนจะต้องมีการพัฒนา การสร้างความเข้าใจ การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเปิดช่องทางในการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

                เมื่อถามถึงเหตุการณ์ผู้ก่อความไม่สงบขว้างระเบิดและยิงถล่มใส่ฐานทหารที่ร้อย ร.5032 ร.5 พัน 2 ประจำ ฉก.ยะลา 11 อ.เมือง จ.ยะลา ขณะที่ทหารเล่นกีฬาจนมีทหารได้รับบาดเจ็บหลายนาย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าไม่ระวังก็ต้องโดน ตนได้ย้ำหลายครั้งแล้วว่า การจะเล่นกีฬาหรือการรวมพลต้องระมัดระวังตนเอง เจ้าหน้าที่จะเผลอไม่ได้ หากเผลอต้องได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจะต้องไปเตือนย้ำอีกครั้งหนึ่ง ในบางครั้งสิ่งที่เป็นปัญหา คือ เราทำงานในที่เปิด และมีความคุ้นเคยกับประชาชนในพื้นที่จึงขาดความระมัดระวัง ดังนั้นทุกคนต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่า ฝ่ายตรงข้ามต้องการที่จะทำอันตรายเราอยู่ ไม่ว่าจะที่ใดก็ตามต้องระวังเป็นพิเศษ

                เมื่อถามว่า หนักใจหรือไม่กรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ตั้งกลุ่มวาดะห์ขึ้นมาเป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรหนักใจ ถ้าหนักใจคงทำงานไม่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องหนักแน่น และสื่อต้องหนักแน่นเช่นเดียวกัน การจะตั้งที่ปรึกษาเป็นเรื่องของแต่ละฝ่าย ซึ่งสามารถตั้งใครมาก็ได้ ทั้งนี้ต้องให้เวลาทำงานและดูว่าทำได้แค่ไหนอย่างไร คิดว่า ก็มีประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมาการตั้งที่ปรึกษาก็มีหลายระดับ ทั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต. รองนายกรัฐมนตรีก็มีที่ปรึกษา และขณะนี้มีที่ปรึกษาหลายที่ หลายกลุ่ม ไม่ได้มีกลุ่มวาดะห์เพียงอย่างเดียว เพราะมีทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งประชาชน นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ ประชาชนไทยพุทธ และไทยมุสลิมมาเป็นที่ปรึกษา ดังนั้นการแก้ปัญหาต้องฟังคนหลายฝ่าย อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาภาคใต้ต้องมองในภาพรวมไม่ใช่รายวัน

                “ผมบอกหลายครั้งแล้วว่า อย่ามานับเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวัน เพราะนับไม่ได้ เพราะแตกต่างจากที่อื่น อย่าทำให้ประเทศไทยมีความรุนแรงเทียบกับประเทศอื่น บางครั้งเสนอข่าวด้วยความหวังดี แต่คนไม่เข้าใจ คนทั่วโลกเข้าใจว่าประเทศไทยอันตราย มีระเบิดมาก มีการลอบทำร้าย ผมถามว่ามันเกิดที่ไหน มันเกิดแค่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งการแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ต่างจากการแก้ปัญหาการฆ่ากันรายวันในกรุงเทพฯ แต่บริบทต่างกัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

                เมื่อถามย้ำว่า กลุ่มวาดะห์พยายามชี้นำรัฐบาลให้ใช้ พรบ.ความมั่นคง แทน พรก.ฉุกเฉิน ในทุกพื้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กลุ่มวาดะห์ไม่ได้ชี้นำ ใครชี้นำไม่ได้ทั้งนั้น เรื่องมาตรา 21 ของ พรบ.ความมั่นคง ฝ่ายความมั่นคงเป็นคนคิดและเสนอออกไป ทุกอย่างมีกระบวนการคิด โดย กอ.รมน.เป็นคนคิดมานานแล้ว เรื่อง พรบ.ความมั่นคง เกิดมาตั้งแต่พ.ศ.2551 และมีมาตรา 21 แล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการในพื้นที่ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า โดยมีคณะกรรมการ 2 ชุด ในการกลั่นกรองรายชื่อผู้ที่มามอบตัว หากเข้าหลักเกณฑ์ก็จะไม่ฟ้องศาล และเสนอต่อ ผอ.รมน.ให้นำเข้าสู่กระบวนการอบรม เพื่อกลับออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนา ใครมีคดีความมากก็ไปดำเนินตามกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างมีกติกาอยู่แล้วดังนั้นต้องศึกษาให้ละเอียด